วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เพลงไฟป่า - วงบิณฑบาตร 23มิย51

เพลงไฟป่า - วงบิณฑบาตร 23มิย51

เมื่อ 23 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์
กับการเล่นดนตรี 3 คน สดๆ บนเวทีในยามบ่าย
ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต เผยแพร่โดย บ้านศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน
http://thaibansinlapin.blogspot.com/



-

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ถึงร่างกายจะมอดไหม้ โดย วิไลวรรณ แซ่เตีย

ถึงร่างกายจะมอดไหม้ โดย วิไลวรรณ แซ่เตีย
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึก ถึง)

วิไลวรรณ แซ่เตีย


ความดีที่จำไว้ยังคงอยู่

            พี่สุวิทย์ วัดหนู ทำงานกับคนจนมาโดยตลอด โดยเฉพาะชาวชุมชนแออัดและคนไร้บ้าน รู้จักกับพี่สุวิทย์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยสนิทกัน เมื่อช่วงสถานการณ์ทางการเมือง ปี 2549 ที่ต้องทำงานร่วมกันในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจอกันทุกคืนบางคืนพวกเราอยู่ด้วยกันจนสว่าง ที่ท้องสนามหลวงและทุกที่ที่มีเวทีพันธมิตร
            บางครั้งพี่สุวิทย์ก็มีเรื่องคุยให้สนุกในสถานการณ์ที่เครียด เวลาประชุมร่วมกัน พี่สุวิทย์ก็จะประเมินสถานการณ์ในมุมต่างๆ อย่างรอบคอบและใจเย็น พี่สุวิทย์เป็นโฆษกคู่กับคุณสาวิทย์ แก้วหวาน บางคืนเสียงก็หายไป  ดีฉันและเพื่อนอยู่หลังเวทีเราจะช่วยกันหากาแฟ ขนม ข้าว กินด้วยกัน ความผูกพันที่เราได้ร่วมกันในช่วงหลายเดือนบนถนนการต่อสู้ในระบอบทักษิณ ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อเมื่อก้าวต้องเดินหน้าต่อไป

            พี่สุวิทย์ยึดโยงอยู่กับเวทีตลอด บางคืนตาแดงก่ำเพราะไม่ได้นอนหลายคืน เราได้แต่มองหน้าและเข้าใจถึงความรู้สึกของทุกคนดีในช่วงนั้น หลังปิดม็อบแล้ว แต่เราก็ไปเจอกันเสมอตามงานสัมมนาและพวกเราคุยกันช่วงตำรวจรังควานพันธมิตร พี่สุวิทย์และอีกหลายคนถูกหมายจับ ส่วนตัวดิฉันถูกหมายเรียกให้เป็นพยาน พวกเราเจอกันก็คุยกัน พี่สุวิทย์บอกว่า อยากจับก็จับเลย ไม่หาคนประกัน น้ำเสียงหนักแน่นของพี่สุวิทย์ แต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าและพุดต่อว่า เป็นห่วงความรู้สึกของแม่มาก และบ่นว่าเห็นใจและเป็นห่วงพี่รสนา             เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่ผู้ชายทั้งหมด ถ้าถูกจับไปแล้วจะอยู่อย่างไร ความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคนอื่นเสมอ กิจกรรมต่างๆของแรงงาน กลุ่มของพี่สุวิทย์ วดัหนู เราจะรวมกันเสมอ วันแรงงานปี 2549 สลัม 4 ภาค ที่ร่วมกันเสนอปัญหาต่อรัฐบาล พี่สุวิทย์ยืนอยู่ข้าง และบอกว่าดีใจที่เคนมาเยอะ ดิฉันคุยกับพี่สุวิทย์ให้ขึ้นพูดบนเวที พี่สุวิทย์บอกว่าไม่ได้มาพูด มาให้กำลังใจพวกเรา พุดแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข ในช่วงที่เราเคลื่อนไหว

            เจอพี่สุวิทย์ ครั้งสุดท้ายในงานครบรอบ 6 เดือนวิทยุเสียงกรรมกร วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ในช่วงบ่ายมีกิจกรรมในการแข่งขันกีฬาหลายประเภท พี่สุวิทย์ สุริยะใส ไผ่ ตั้ม พี่วสันต์ และอีกหลายๆคน ลงแข่งขันฟุตบอลในทีมพันธมิตร และแข่งกับทีมวิทยุเสียงกรรมกร คุณสาวิทย์ แก้วหวานเป็นหัวหน้าทีม การแข่งขันเริ่มขึ้น กองเชียร์ข้างสนามร้องเพลงสู้อย่างสนุกสนาน พี่สุวิทย์ถุกแซวจากกองเชียร์ เพราะวิ่งไม่ไหว

            หลังจากแข่งบอลเสร็จ ในช่วงตะวันเริ่มตกอากาศเริ่มเย็น  พวกเราเอาสื่อมาปูนั่งล้อมวงกินข้าว มีกิจกรรมอย่างสนุก  หลังจากวันนั้นมาก็ไม่เจอพี่สุวิทย์อีกเลย
            เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 เวลา 07.00 น.  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเปิดรับเสียงที่พูดตามสายบอกถึงความเสียใจ ไผ่ เสน่ห์ พูดว่า พี่วิ พี่สุวิทย์ วัดหนู ตายแล้ว พวกเราทุกคนเสียใจที่ต้องสูญเสียนักต่อสู้เพื่อคนจนที่มีอุดมการณ์ และจุดยืนไม่เคยเปลี่ยน พวกเรานับถือพี่สุวิทย์เหมือนพี่ เพราะเป็นคนที่มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่นเสมอทุกครั้งที่เจอกัน พี่สุวิทย์จะเรียกติดปากว่า ป้าวิ เหมือนทุกคน

            ไปงานศพพี่สุวิทย์ที่วัดสามัคคีบรรพต เจอคุณสุวรรณี ภรรยาพี่สุวิทย์ พูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าบอกว่าคิดถึง วันที่เราไปงานรถไฟแข่งฟุตบอลในวันนั้น เรื่องราวที่พูดถึงพี่สุวิทย์ คือ ความรู้สึกที่ดีที่ดิฉันและเพื่อนๆคงจะจดจำไว้ในความทรงจำตลอดไป  และจะไม่ลืมนักต่อสู้เพื่อคนจนที่ชื่อ สุวิทย์ วัดหนู

ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่ง ชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เพลง สุวิทย์ วัดหนู - ไก่ แมลงสาบ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์

เพลง สุวิทย์ วัดหนู - ไก่ แมลงสาบ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์

เมื่อ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์
บทเพลงที่เขียนขึ้น เพื่อรำลึกถึงการจากไปของสุวิทย์ วัดหนู ที่เป็นทั้งครู เพื่อน พี่ เป็นบทเพลงพิเศษแด่ผู้เสียสละ และบทกวีสดๆบนเวที

ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต



วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

สร้างนวัตกรรมใหม่แทนสุวิทย์ วัดหนู โดย จำนง จิตรนิรัตน์

สร้างนวัตกรรมใหม่แทนสุวิทย์ วัดหนู โดย จำนง จิตรนิรัตน์
(ว่าด้วยความ ทรงจำและการระลึกถึง)

จำนง จิตรนิรัตน์ - 27 เมษายน 2550 อุบลราชธานี

            ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง การสร้างความมั่นคงของชีวิตตัวเอง คือ ภารกิจหลัก มีน้อยคนที่ทุ่มเทช่วงเวลาของชีวิตเพื่อคนอื่น เพื่อเป็นสาธารณะ การทุ่มเทนี้คือ อุดมการณ์เพื่อสังคม และยังมีน้อยคนลงไปอีกที่การทุ่มเทเพื่อสังคมนั้นมีความยินยอมถึงขั้นแลก ชีวิต คิดค้นสิ่งใหม่ สร้างนวัตกรรมให่ทางสังคม ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อมนุษยชาติ เพื่อตรวจสอบชีวิตตัวเราเอง ศึกษาได้จากชีวิตของ สุวิทย์ วัดหนู

            การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ในสังคมไทยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงคือ ขบวนการ 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 - พฤษภาคม 2535 และกันยายน 2549

            ทุกขบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งสิ้น มีคนจำนวนมากเรือนแสนที่เข้าร่วมอยู่ในขบวนการ เฉพาะ 14 ตุลาคม 2516 เฉพาะ พฤษภาคม 2535 หรือเฉพาะกันยายน 2549

            แต่สุวิทย์ วัดหนู อยู่ร่วมทุกขบวนการในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ในทุกช่วงสถานการณ์สำคัญ กับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกจำนวนนับได้ที่เป็นแบบเดียวกัน ความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ดังกล่าวเกิดจากอะไร?

            คำตอบ ก็คือเนื่องจากปี 2516-2550 ประเทสไทยเรายังถูกครอบงำจากเผด็จการ จากเผด็จการทหารถึงเผด็จการทุน นักต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ จากการต่อสู้ในเมืองในวิถีสันติวิธี พวกเขาเหล่านี้ได้นำขยายสู่การรับรู้ของประชาชนยากจน เราจึงพบว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมทั่วประเทศ จากชาวนาชาวไร่

            สุวิทย์ วัดหนู นำโอกาสการวิเคราะห์รับรู้ข้อมูลลงสู่ชาวบ้านมาบปะชันที่ถูกไล่ที่เพื่อ สร้างอ่างเก็บน้ำ จ.ชลบุรี บ้านเกิด ขณะเพื่อนพ้องกระจัดกระจายสู่พื้นที่อื่นๆ กลุ่มหนึ่งขึ้นไปทางภาคเหนือร่วมกับชาวไร่ แก้ปัญหาราคาจากพ่อค้าคนกลาง บางส่วนไปทำงานร่วมกับชาวนาภาคกลาง

            บางส่วนลงใต้ เช่น โกมล คีมทอง และหลัง 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนิสิตนักศึกษา ทั้งผู้นำชาวนาชาวไร่ต่างถูกสังหาร ตามล่า พวกเขาที่เหลือรอดต่างหลบภัยเข้าเขตป่าเขา หยุดการต่อสู้ด้วยสันติวิธี จับปืนประกาศต่อสู้ด้วยอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

            สุวิทย์ วัดหนูลงใต้...ชุมพร - สุราษฎร์ธานี....

            นอกจาก งานด้านการทหารเขาได้ทำหน้าที่สร้างงานมวลชนในพื้นที่ใหม่หลายแห่ง เป็นความสัมพันธ์กับมวลชนที่ลึกกว่า เป็นงานในหน้าที่แม้ภายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี 2523 เป็นต้นมา นักต่อสู้ส่วนใหญ่กลับคืนภูมิลำเนาเดิม แต่สุวิทย์ ยังอยู่กับมวลชนที่นั่นอีกนาน จนถึงปี 2528
            ชาวบ้านเหล่านั้นปลูกกาแฟ ข้าว ยางพารา ถูกรังเกียจ หยามเหยียด เมื่อสงครามปฏิบัติพ่ายแพ้ และถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ และนั่นคือ งานมวลชนรอบใหม่ของสุวิทย์ในพื้นที่เดิม เราพบว่ากลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นค่อยๆ ก่อรูปเป็นขบวนการชาวบ้าน เพื่อต่อสู้เรียกร้องตามสถานะความไม่เป็นธรรมของเขาเองในฐานะคนไทยคนหนึ่ง
           
            ผมเคยไปเยี่ยม "เขตงาน" เก่าของ สุวิทย์ วัดหนู หลายครั้ง ในหลายพื้นที่ หลายอำเภอ  พบคนมากหน้าหลายตา  หลายระดับที่เคยคบหาเป็น "มวลชน" ซึ่งกันและกัน เห็นได้ถึงความสัมพันธ์ที่ผูกพันเสมือนลูกหลานเพื่อนแท้ ส่งข่าว ช่วยเหลือ ฝากสะตอ มังคุด ทุเรียน ฝากลูกเรียนต่อ หรือช่วยเหลือเงินทองยามฉุกเฉิน เด็กหนุ่มสาวบางคนที่จดจำบทบาททหารป่าที่ปกป้องครอบครัวของเขาให้พ้นกับ อำนาจรัฐ วันนี้เติบโตและแต่งงาน เขาเข้ามากราบสุวิทย์ ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

            เมื่อฉุกเฉินจากเหตุการณ์บ้านเมือง เช่น หลังการปราบที่ราชดำเนินคืน 17-18 พ.ค.ปี 2535 เรากลุ่มหนึ่งต้องหาที่หลบซ่อนชั่วคราว สุวิทย์คิดอยู่ทุกลมหายใจว่าต้องไปถึงชุมพรแล้วเขาจะรอด นี้คือความมั่นใจในมวลชนในพื้นที่ที่เขาคุ้นเคย (ในงานศพสุวิทย์ ที่บางเสร่ คนเหล่านั้นมากันครบครันพร้อมหน้า) หลายคนในนั้นเป็นสหายร่วมรบ เขาเคยพาผมไปทัวร์ย้อนรอย... "โรงพักนี้เราใช้เวลานิดหน่อยก็ยึดได้" ... "เราข้ามป่าตรงนี้" .. ปีนเขาตรงนั้น... ตีฝ่าตรงนี้ เราเสียสละไป 3 แลกกับ 11 .. หลายเหตุการณ์ รวมทั้งเกี่ยวกับขบวนรถไฟขบวนหนึ่ง ...ที่มีทั้งงานการทหารและงานโฆษณา
            กาลต่อมา สุวิทย์ลาจากพื้นที่ขณะดำรงความเป็นเพื่อนพี่น้องไว้อย่างแน่นแฟ้น ลาจากมาเพื่อเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบใหม่และเริ่มต้นการต่อสู้ครั้งใหม่ในเมือง ยุคบุฟเฟ่คาบิเนต -รสช. ในบทบาทของนักพัฒนาชุมชนในสลัม ทำงานร่วมกับคนจนเมือง จากนักรบนักการทหาร (ป่า) มาเป็น organizer  อยู่ตามชุมชนกองขยะ ผู้ติดเชื้อ ผู้เสพยา ในป่าคอนกรีต เขามีเป้าหมายอะไร?

            เมื่อเราติดตามเส้นทางอุดมการณ์ของสุวิทย์พบว่า ยุทธศาสตร์เป้าหมายของเขาต่องานครั้งใหม่  ในเมือง คือ "การลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน" สู้ทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์ตามเงื่อนไขความเป็นจริง
            เขาไม่เห็นด้วยกับการฟื้นพรรคเขียวพรรคแดงขึ้นมาใหม่ เขาโต้เถียงกับ "ลุง" หลายท่าน ที่คิดรื้อฟื้นพรรคคอมมิวนิสต์ และต้องการจัดตั้งเขาอีกรอบ เขาพูดเสมอว่า "ลุง" เหล่านั้นมีคุณูปการสูงส่ง การเคารพความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานและลุง ยังคงอยู่แต่ไม่ใช่ฐานะจัดตั้ง

            วันนี้ลูกหลานต้องคิดการใหม่ เขาจึงมุ่งหน้าทำงานจัดระบบชุมชน รวมกลุ่ม ทำงานความคิด ต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เชื่อมโยงให้คนจนได้เห็นหมู่พวกช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ขณะเดียวกันกับรวมตัวกันตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับ หน่วยงานดูแลที่ดิน หน่วยงานที่ดูแลระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น เพื่อให้ชาวบ้านที่เขาทำงานได้ใช้สิทธิ์ฯ ในที่ดินหรือได้รับสวัสดิการจากรัฐเท่าเทียมกับกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เป็นกระบวนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ขบวนพัฒนามียุทธศาสตร์สำคัญ คือ ให้การศึกษาถึงสิทธิประชาชน และอำนาจรัฐไปด้วย

            จากปี 2528 กระทั่งถึงปี 2534 ถึง พ.ศ.2535 (รสช.) และอีกครั้งในช่วงปี 2541-2549 (ยุคทักษิณ) กลุ่มคนจนเมืองและกลุ่มประชาชนจำนวนมาก แม้กระทั่งคนชั้นกลางในเมืองก็ได้ร่วมกันล้มเผด็จการทหาร (ปี 2535) ทุน (ปี 2549-2550) อีกครั้ง และสุวิทย์ หมู่มิตรในกระบวนการพัฒนาพร้อมองค์กรชุมชน ที่เป็นผลิตผลการทำงานจัดระบบชุมชน ก็ได้เข้าร่วมล้มเผด็จการอีกครั้ง นับเป็นสถานการณ์ทางการเมืองสำคัญครั้งที่ 5 (ทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่าเขา)

            ในปี 2535 สุวิทย์ เป็นคนหนึ่งที่ประเมินว่าไม่เกิดการนองเลือด เขาจึงไปดูงานต่างประเทศ กลับมาเกิดเหตุการณ์แล้วและเขาได้เข้าร่วมทันทีในพื้นที่แนวหน้า
            ใช่แล้ว "พื้นที่แนวหน้าคือพื้นที่ที่สุวิทย์ ยืนอยู่ตลอดเวลาในช่วงชีวิตของเขา ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ"

            พื้นที่แนวหน้าสำหรับสุวิทย์ ยังไม่ได้ปิดฉากลงตามเผด็จการทหาร รสช. ช่วงปี 2547-2548 เมื่อขบวนการเมืองภาคประชาชนประเมินถึงอำนาจทุนในระบบรัฐสภา การคิดค้นต่อสู้ในรูปแบบใหม่ คือ การก่อตั้งพรรคการเมืองประชาชนสู้ ก่อนจะเข้าร่วมล้มเผด็จการทุน ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งในปี 2549-2550 และเขามีข้อสรุปว่า

            เผด็จการมาแล้วมาอีก เราล้มไปแล้วมาใหม่ไม่จบสิ้น องค์กรประชาชนเกิดแล้งก็ล้มไปตามประเด็นปัญหา ต้องทำงานใหม่จัดระบบชุมชนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
            ขณะที่ในทางการเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดทรัพยากร กุมระบบทุกอย่าง ไม่ทหารก็ทุนหรือสถานบันอื่นใช้ประโยชน์ครอบงำอยู่ตลอดเวลา
          
            พลังประชาชนจะยกระดับไปมากกว่าที่เป็นอยู่ขึ้นได้หรือไม่ ได้อย่างไร? เป็นอะไร?
            เขาจึงมีการนัดหมายกับเพื่อนพ้องในหลายแห่ง รวมทั้งที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขยายความคิดนี้ เขามีร่างของพรรคเพื่อนำเสนอพูดคุย เขาขายทรัพย์สินบางอย่างเพื่อใช้เป็นค่าเดินทาง ค่าก่อตั้ง "พรรค" ที่เขาคิด ที่อุบลราชธานีมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า 5-10 วันก่อนเสียชีวิต ถ้าได้มีการพูดคุยปรึกษากันจริง เราอาจได้ถกเถียงกันในประเด็นเหล่านี้          
            พรรคมีงานพื้นที่ทำงานจัดตั้งกลุ่ม ทำงานความคิดชาวบ้าน ประกาศเลยว่าไม่ใช่ NGOs แต่เป็นพรรค
           
            พรรคเสนอโครงสร้าง สัดส่วน ส.ส./ส.ว. ใหม่ตามกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย จีน มลายู ชนเผ่าที่สูง ทะเล กุย เป็นต้น เวียดนามก็มีแบบนี้ทำไมไทยเป็นไม่ได้
            พรรคสนับสนุนให้แต่ละชุมชนหมู่บ้านดูแลจัดสรรทรัพยากรตามแผน กติกาของชุมชน ซึ่งถือเสมอเหมือนรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัย มีปัจจัย 4 มีที่ทำกินพอควร ไม่มีใครมีที่ดินมาเกินไป จะมีการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่ทั้งในเมืองและชนบท
            ยกย่อง เชิดชู วัฒนธรรมของทุกชนเผ่า ให้ดำรงอยู่ได้ ปราศจากการแทรกแซงรุกล้ำทางวัฒนธรรม ประกาศเขตชุมชน เขตที่อยู่อาศัยถาวร เขตที่ทำกิน ร่วมกับชุมชน เขตเหล่านี้ถือว่าได้รับการคุ้มครองพิเศษ เพราะถือเป็นรากฐานของสังคมไทย

            พรรคจพยกเลิก อพท. แต่สนับสนุนให้มีการจัดการท่องเที่ยวของท้องถิ่น โดยองค์กรชุมชนเป็นผู้ดำเนินการโดยมี อบต. อำเภอ จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนและได้รับงบประมาณจากรัฐโดยตรงทุกปี
            สนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่มุ่งเน้นหลักสูตร คุณธรรม-สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-ศิลปะ โดยใช้งบประมาณของรัฐเต็มที่และอยู่ในการดูแลของระบบชุมชนและให้มีอย่างน้อย จังหวัดละ 2 แห่ง

            พรรคส่งคนลงสมัครตำแหน่งทางการเมือง และทำงานการเมืองต่อเนื่องในฐานะผู้ตรวจสอบรัฐ ให้การศึกษาประชาชน พรรคไม่ใช่ระบบหัวคะแนน แต่พรรคจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรประชาชนที่เห็นด้วยในนโยบาย
            และพรรคไม่รีบร้อนเติบโต จะไม่กว้านซื้อ ส.ส.เก่าเน่าเหม็นที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ กินโกงชาติ ข้าราชการที่ทำตามนักการเมืองทุกชนิด มาเป็นสมาชิกพรรค (สมาชิกพรรค-คนที่จะลงสมัครมาจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์) เราจะค่อยๆ สะสมพลังประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ทำกิจกรรมพัฒนาสังคมในพื้นที่ชุมชน ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ รวมผู้รักความเป็นธรรมทุกมิติ ทุกประเภทไว้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวันข้างหน้า หรือตรวจสอบอำนาจรัฐแบบกัดไม่ปล่อยในวันนี้ โดยความร่วมมือของมวลประชาชนกับพรรค ...เป็นต้น
           
            แต่วันนี้ สุวิทย์ ได้จากไปเสียแล้ว
            ผมเชื่อว่าจะมีคนทำงานการเมืองทางเลือก ในทิศทางแบบนี้แน่นอนในวันข้างหน้า

            "คนคิด อาจไม่ได้ทำ แต่คนจะทำได้คิดต่อ" จากจุดของคนทำงานชุมชนเมือง พวกเราไม่เคยคิดเรื่องพรรคการเมืองกันมาก่อน พวกเราทำงานมาหลายสิบปี ขบวนประชาชนนี้สร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นหลายด้าน สุวิทย์ มาร่วมและคิดค้นเชื่อมโยง ยกขึ้นสู่รูปแบบที่เป็น "องค์รวม" ไม่ใช่เป็นประเด็น
            เมือง ชนบท ผู้บริโภค เอดส์ หรือ เด็ก สตรี ไม่ใช่ NGOs ไม่ใช่ กป.อพช. และไม่ใช่พรรค ปชป. ทรท. ชท. ภายใต้กระบวนการทำงานร่วมคิดค้นท่ามกลางปฏิบัติ ทำพร้อมพูด
            การยกระดับงานขึ้นสู่องค์รวม จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเมืองภาคประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

            ใครที่คิดแบบอื่นก็ให้ว่ามา...แบบไหน?
            ใครจะต่อยอดจากสุวิทย์ วัหนูก็ให้ลงมือ
            สุวิทย์...คุณทำเต็มที่แล้วและทิ้งโจทย์ใหม่ -ใหญ่ไว้ให้นักอุดมการณ์เพื่อสังคมทำการบ้านต่อ
            ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง เรา-ท่านที่ยังอยู่ คงได้ตรวจสอบวิถีชีวิตตัวเองบ้างว่าวันนี้ จะสร้างนวัตกรรมใหม่ต่อสังคมอย่างไร?



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เพลงกำลังใจจากฟากฟ้า - วงฆราวาส

เมื่อ 14 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์ มีหรั่ง ร็อคเคสตร้ามาตีกลองให้
ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู by วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ - 6 มิถุนายน 2550

            พี่สุวิทย์ที่ผมรู้จัก เป็นคนเรียบง่ายกันเองกับทุกๆคน และมากด้วยน้ำใจ เมื่อเรามีปัญหาหรือมีความทุกข์พี่สุวิทย์ก็จะอยู่เคียงข้างทุกคนเพื่อให้ กำลังใจ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ เพราะหมี สุริยันต์ ทองหนูเอียด พาไปแนะนำให้รู้จัก ทราบว่า พี่สุวิทย์ เป็นที่เคารพรักของหมีและพี่สุวิทย์เองก็รักหมีมากเช่นกัน เลยทำให้ผมในฐานะเป็นเพื่อนหมี ได้รับความเอ็นดูได้รับความเห็นใจจากพี่สุวิทย์ด้วย ช่างโชคดีเหลือเกินจริงๆ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ ว่าชั่วชีวิตของพี่สุวิทย์ ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์ที่จะยืนหบัดอยู่เคียงข้างคนยากคนจน คนชายขอบมาโดยตลอด มุ่งมั่นกอบกู้และปลดปล่อยให้คนยากคนจนหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้โดยไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยยากเลย เพียงแต่แนะนำเรา ว่าถ้าเหนื่อยนักก็พักซะ เมื่อหายเหนื่อยก็เริ่มต้นใหม่
           
            พี่สุวิทย์เป็นที่รู้จักของคนกลุ่มต่างๆ เกือบทุกวงการ นับตั้งแต่คนเล็กคนน้อยจนถึงคนระดับใหญ่โตที่เป็นถึงรัฐมนตรี เลยทำให้เป็นที่รู้จักและมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่พี่สุวิทย์ก็เลือกคบคนเล็กคนน้อยมากกว่า ยิ่งทำให้เรารู้จักตัวตนพี่สุวิทย์ดีขึ้นว่าพี่สุวิทย์คือใคร
            ผมไม่สามารถบรรยายคุณงามความดีของพี่สุวิทย์ได้หมดภายใต้กระดาษแผ่นเดียว เพราะมีมากมายเกินกว่าบรรยายหมด หากชมก็ไม่กล้าหยิบยกคำพูดใดที่เหมาะสมที่สุดได้ ไม่กล้าตั้งคำถามแม้แต่คำเดียว เพราะกลัวว่าจะไปสะเทือนความศรัทธาที่ผมมี เลยขอเก็ยไว้ในใจส่วนลึก เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี
           
            วันนี้ พี่สุวิทย์ จากพวกเราไปแบบไม่มีวันกลับ ช่างอาลัยยิ่งนัก พักซะเถอะครับ อุดมการณ์ของพี่ที่มีอยู่จะไม่มีวันตาย หรือสูญสลายไป เชื่อว่าน้องๆของพี่สุวิทย์ทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจแล้วเช่นกัน ว่าควรจะทำอย่างไร

            เครือข่ายชนเผ่าและชาติพันธุ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วัน ที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

ขอสดุดีดวงวิญญาณน้องสุวิทย์ by สม ศักดิ์ โกศัยสุข

ขอสดุดีดวงวิญญาณน้องสุวิทย์
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

สม ศักดิ์ โกศัยสุข

ผู้บรรจงชีวิต แด่ชนชั้นผู้ยากไร้
            ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 62 ปี ได้ศึกษาฝึกฝนผ่านประสบการณ์จริง ที่ทำความเข้าใจ เรื่องโลกทัศน์ ชีวทัศน์ ถึงสัจธรรมแห่งชีวิตของมนุษย์มาพอสมควร และเคยสูญเสียมิตรสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ รวมทั้งบิดา มารดา ฐาติ พี่น้องและบุตร และเข้าใจถ่องแท้ว่า การเกิดแก่เจ็บตายย่อมเป็นอนิจจัง และเกิดขึ้นกับทุกชีวิต ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา โดยไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และแล้วมันก้เกิดขึ้นอีกครั้งกับน้องสุวิทย์ วัดหนู ในช่วงที่กำลังมีวาระสำคัญในการยกระดับการต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้ น้อง สุวิทย์ ได้จากขบวนการต่อสู้ของชนชั้นผู้ยากไร้อย่างไม่มีวันกลับ

            เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ประมาณตีหนึ่งของคืนวันที่ 11 มีนาคม 2550 ปลุกให้ผมตื่นขึ้นหลังจากล้มตัวลงนอนประมาณ 30 นาที เมื่อกดรับ เสียงสุริยะใสกรอกเข้าหู พี่สมศักดิ์ครับพี่สุวิทย์ตายแล้ว ผมยังคิดว่าเป็นการล้อเล่น เพราะตลอดเวลา 20 ปี ที่ผมใกล้ชิดกับน้องสุวิทย์ เขาไม่เคยบ่นหรือแสดงอาการอ่อนแอ เกี่ยวกับสุขภาพความเจ็บป่วยให้ผมได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว ในระยะหลังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาเพียงบ่นเป็นห่วงสุขภาพของน้องวรรณ ศรีภรรยาที่แสนดีของเขาเท่านั้นและบางครั้งต้องขอตัวไปรับไปส่งภรรยา ในการไปกลับจากการทำงานที่มูลนิธิดวงประทีป

            การจากไปอย่างกระทันหัน และรวดเร็วกว่าที่มิตรสหายจะคาดคิดถือเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง หนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมของชนชั้นผู้ถูกกด ขี่ขูดรีด
            ผมขอสารภาพว่า ที่แท้ ผมก็คือปุถุชนธรรมดา ที่รู้สึกสะเทือนใจ และตอกย้ำความรู้สึกเจ็บปวดของคนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มันลึกลับซับซ้อนเหลือเกิน สำหรับผู้ที่อุทิศตนอย่างแน่วแน่ ต่อสู้เพื่อชนชั้นผู้ยากไร้ที่ต้องสูญเสียกำลังสำคัญในสถานการณ์ที่ขบวนการ ต่อสู้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีนักสู้ที่ผ่านประสบการณ์ มีจุดยืนหนักแน่นเหมือนภูผา เฉกเช่นน้องสุวิทย์ วัดหนู

            น้องสุวิทย์คือผู้ที่มีบทบาทอันสำคัญยิ่งที่เขาทำงานเหมือนปิดทองหลังพระมา โดยตลอด ไม่เคยโชว์ฟอร์ม อยากเด่น อยากดัง และแสวงหาผลประโยชน์ในทุกด้าน ทั้งที่เขามีความสามารถสูงกว่าบุคคลที่สังคมรู้จักผิวเผินหลายคน ในแวดวงสังคมนักต่อสู้ในปัจจุบัน  เขาเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในแวดวงของผู้ทุกข์ยาก ไม่ว่าพี่น้องชุมชนสลัม คนไร้บ้าน กรรมกร ชาวนา ปัญญาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ

            ในสถานการณ์ก่อนเสียชีวิต เขารับบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่ประสานกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการต่อสู้ของประชาชนผู้ยากไร้ ล่าสุดน้องสุวิทย์ได้รายงานข้อมูลต่างๆให้ผมทราบก่อนเสียชีวิตประมาณ 3 สัปดาห์ เกี่ยวกับภารกิจในการประสานงานมวลชน เพื่อยกระดับการต่อสู้ทางการเมือง น้องสุวิทย์มีความสามารถสูง มีความคิดแหลมคมในการพูดคุยทางวิชาการและเมื่อมีการประชุมเพื่อเคลื่อนไหว ของมวลชน และในการต่อสู้จริงในภาคสนาม ทั้งในเมืองและชนบท

            ในเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ในการต่อสู้ขับไล่เผด็จการ รสช. เขาคือเพื่อนเป็นเพื่อนตายของผมตลอดเวลาของการเคลื่อนไหวที่ต้องตัดสินร่วม กันทุกครั้ง และเราจะยืนคู่กันเสมอในยามวิกฤติ และไม่แตกต่างกันในเหตุการณ์ขับไล่ระบอบทักษิณ ที่ขบวนการประชาชนได้เข้าร่วมจัดตั้งองค์การพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 น้องสุวิทย์ต้องรับบทบาทอันหนักหน่วงคือ การประสานงานโฆษกบนเวที และการควบคุมมวลชน และเข้ามารับบทบาท ในช่วงตี 2 ตี 3 เป็นประจำของการชุมนุมแต่ละครั้ง จนกระทั่ง คปค.ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ วันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนที่พันธมิตรจะจัดชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 20 กันยายน 2549

            น้องสุวิทย์ ได้เปรยกับผมว่า "ครั้งนี้ต้องเตรียมกำลังให้ดีอาจถูกปราบปรามได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะเราไม่สามารถทิ้งประชาชนได้" ภายหลังจากได้ร่วมกันประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ครั้งสุดท้าย ก่อนการจัดการชุมนุม 7 วัน

            นี่คือจุดยืนอันยิ่งใหญ่ในดวงใจของเขา ตลอดเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกัน 20 ปี การดำรงชีวิตของน้องสุวิทย์ คงเส้นคงวา เขามีสัมมาคารวะอย่างสูงต่อคนทั่วไป สุภาพอ่อนโยน รักเพื่อนฝูง วิพากษ์วิจารณ์มิตรสหายตรงไปตรงมาซึ่งหน้าเสมอ มีวินัยสูงในการทำงานกับมวลชน รับผิดชอบสูงมาก รักครอบครัว ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียในทุกๆด้าน มีความเป็นสุภาพบุรุษและเก็บความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม บางครั้งเขาถูก NGOs สายแรงงานบางคนทรยศหักหลัง น้องสุวิทย์ไม่เคยกล่าววาจาโจมตีบุคคลเหล่านั้น เขาเพียงเล่าความจริงให้ผมฟังและสรุปว่าพี่อย่าไปรู้มันเลย ขอให้รู้ว่าคนคนนี้ใช้ไม่ได้ นี่คือคำพูดที่ถือว่ารุนแรงแล้วสำหรับเขาที่ผมเคยได้ยิน

            วันที่ 24 ธันวาคม 2549 สถานีวิทยุเสียงกรรมกร Worker' Radio Fm 98.25 MHz. ได้จัดกิจกรรมสมานฉันท์ระหว่างพันธมิตรทั้งหลายรวมทั้งพี่น้องสื่อมวลชน กรรมกร พี่น้องสลัม 4 ภาค ครป. กลุ่มเพื่อนประชาชน ฯลฯ แข่งกีฬากระชับความสัมพันธ์ และผ่อนคลายความเครียด ณ สนามสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ เนื่องในโอกาสเปิดสถานีวิทยุครบรอบ 6 เดือน

            น้องสุวิทย์ได้ร่วมเล่นฟุตบอล ตกกลางคืนก็มีการสังสรรค์กันแบบวิถีชีวิตของคนจน นั่งรวมกันที่บริเวณสนามบาสเกตบอล น้องสุวิทย์ได้พูดกับผมว่า "วันนี้ผมมีความสุขมากที่มานั่งสังสรรค์กันที่สนามบาสเกตบอล ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศในอดีตขณะเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทยในเขตป่าเขา ขณะนั้นเมื่อมีการออกกำลังกาย เล่นบาสเกตบอล ก็จะนั่งสังสรรค์กับสหายคล้ายกับบรรยากาศในวันนี้"

            เขาสบตาผมด้วยแววตาเป็นประกาย ใบหน้าแดงระเรื่อดูมีความสุข และอิ่มเอิบ นี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆช่วงสั้นๆ ที่น้องสุวิทย์แสดงให้ปรากฎ แต่ความคาดหวังของน้องสุวิทย์คือ เขาอยากเห็นสังคมที่ยุติธรรม สังคมที่ไม่มีการกดขี่ขูดรีด มีทั้งภราดรภาพ เสรีภาพ และเสมอภาค เขาจึงกำหนดวิถีชีวิตของเขาเพื่อผู้ยากไร้ จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต น้องสุวิทย์ทำดีไว้มาก มีบุญญาบารมี แม้วิธีการลาโลกของน้องสุวิทย์ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครทั้งสิ้น และยังทำหน้าที่งดงามต่อภรรยาอันเป็นที่รักของเขา ขอสดุดีดวงวิญญาณของน้องจงไปสู่สุขคติ ในสัมปรายภพเถิด ขอฝากมิตรสหายทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ หากรักและศรัทธาน้องสุวิทย์ จงคิดสามัคคีกันต่อสู้เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ อุดมการณ์น้องสุวิทย์อย่างจริงจังต่อไป นี้คือการแสดงความรักที่แท้จริงต่อมิตรที่รักและศรัทธา

            ด้วยจิตคารวะ

ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะ จัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน