วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เพลง นพดวย - วงบิณฑบาตร 23มิย2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์

เพลง นพดวย - วงบิณฑบาตร 23มิย51

เมื่อ 23 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์
โดยวงบิณฑบาตร เนื้อหาสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น เรียกร้องให้ ไม่ขายแผ่นดิน กรณีปราสาทพระวิหารกับเขมร ที่ต้องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่กลับรุกล้ำเข้ามาในผืนแผ่นดินไทย

ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต




เพลงไฟป่า - วงบิณฑบาตร 23มิย51

เพลงไฟป่า - วงบิณฑบาตร 23มิย51

เมื่อ 23 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์
กับการเล่นดนตรี 3 คน สดๆ บนเวทีในยามบ่าย
ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต เผยแพร่โดย บ้านศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน
http://thaibansinlapin.blogspot.com/



-

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ถึงร่างกายจะมอดไหม้ โดย วิไลวรรณ แซ่เตีย

ถึงร่างกายจะมอดไหม้ โดย วิไลวรรณ แซ่เตีย
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึก ถึง)

วิไลวรรณ แซ่เตีย


ความดีที่จำไว้ยังคงอยู่

            พี่สุวิทย์ วัดหนู ทำงานกับคนจนมาโดยตลอด โดยเฉพาะชาวชุมชนแออัดและคนไร้บ้าน รู้จักกับพี่สุวิทย์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยสนิทกัน เมื่อช่วงสถานการณ์ทางการเมือง ปี 2549 ที่ต้องทำงานร่วมกันในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจอกันทุกคืนบางคืนพวกเราอยู่ด้วยกันจนสว่าง ที่ท้องสนามหลวงและทุกที่ที่มีเวทีพันธมิตร
            บางครั้งพี่สุวิทย์ก็มีเรื่องคุยให้สนุกในสถานการณ์ที่เครียด เวลาประชุมร่วมกัน พี่สุวิทย์ก็จะประเมินสถานการณ์ในมุมต่างๆ อย่างรอบคอบและใจเย็น พี่สุวิทย์เป็นโฆษกคู่กับคุณสาวิทย์ แก้วหวาน บางคืนเสียงก็หายไป  ดีฉันและเพื่อนอยู่หลังเวทีเราจะช่วยกันหากาแฟ ขนม ข้าว กินด้วยกัน ความผูกพันที่เราได้ร่วมกันในช่วงหลายเดือนบนถนนการต่อสู้ในระบอบทักษิณ ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อเมื่อก้าวต้องเดินหน้าต่อไป

            พี่สุวิทย์ยึดโยงอยู่กับเวทีตลอด บางคืนตาแดงก่ำเพราะไม่ได้นอนหลายคืน เราได้แต่มองหน้าและเข้าใจถึงความรู้สึกของทุกคนดีในช่วงนั้น หลังปิดม็อบแล้ว แต่เราก็ไปเจอกันเสมอตามงานสัมมนาและพวกเราคุยกันช่วงตำรวจรังควานพันธมิตร พี่สุวิทย์และอีกหลายคนถูกหมายจับ ส่วนตัวดิฉันถูกหมายเรียกให้เป็นพยาน พวกเราเจอกันก็คุยกัน พี่สุวิทย์บอกว่า อยากจับก็จับเลย ไม่หาคนประกัน น้ำเสียงหนักแน่นของพี่สุวิทย์ แต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าและพุดต่อว่า เป็นห่วงความรู้สึกของแม่มาก และบ่นว่าเห็นใจและเป็นห่วงพี่รสนา             เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่ผู้ชายทั้งหมด ถ้าถูกจับไปแล้วจะอยู่อย่างไร ความรู้สึกที่ดีที่มีต่อคนอื่นเสมอ กิจกรรมต่างๆของแรงงาน กลุ่มของพี่สุวิทย์ วดัหนู เราจะรวมกันเสมอ วันแรงงานปี 2549 สลัม 4 ภาค ที่ร่วมกันเสนอปัญหาต่อรัฐบาล พี่สุวิทย์ยืนอยู่ข้าง และบอกว่าดีใจที่เคนมาเยอะ ดิฉันคุยกับพี่สุวิทย์ให้ขึ้นพูดบนเวที พี่สุวิทย์บอกว่าไม่ได้มาพูด มาให้กำลังใจพวกเรา พุดแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข ในช่วงที่เราเคลื่อนไหว

            เจอพี่สุวิทย์ ครั้งสุดท้ายในงานครบรอบ 6 เดือนวิทยุเสียงกรรมกร วันที่ 24 ธันวาคม 2549 ในช่วงบ่ายมีกิจกรรมในการแข่งขันกีฬาหลายประเภท พี่สุวิทย์ สุริยะใส ไผ่ ตั้ม พี่วสันต์ และอีกหลายๆคน ลงแข่งขันฟุตบอลในทีมพันธมิตร และแข่งกับทีมวิทยุเสียงกรรมกร คุณสาวิทย์ แก้วหวานเป็นหัวหน้าทีม การแข่งขันเริ่มขึ้น กองเชียร์ข้างสนามร้องเพลงสู้อย่างสนุกสนาน พี่สุวิทย์ถุกแซวจากกองเชียร์ เพราะวิ่งไม่ไหว

            หลังจากแข่งบอลเสร็จ ในช่วงตะวันเริ่มตกอากาศเริ่มเย็น  พวกเราเอาสื่อมาปูนั่งล้อมวงกินข้าว มีกิจกรรมอย่างสนุก  หลังจากวันนั้นมาก็ไม่เจอพี่สุวิทย์อีกเลย
            เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 เวลา 07.00 น.  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเปิดรับเสียงที่พูดตามสายบอกถึงความเสียใจ ไผ่ เสน่ห์ พูดว่า พี่วิ พี่สุวิทย์ วัดหนู ตายแล้ว พวกเราทุกคนเสียใจที่ต้องสูญเสียนักต่อสู้เพื่อคนจนที่มีอุดมการณ์ และจุดยืนไม่เคยเปลี่ยน พวกเรานับถือพี่สุวิทย์เหมือนพี่ เพราะเป็นคนที่มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่นเสมอทุกครั้งที่เจอกัน พี่สุวิทย์จะเรียกติดปากว่า ป้าวิ เหมือนทุกคน

            ไปงานศพพี่สุวิทย์ที่วัดสามัคคีบรรพต เจอคุณสุวรรณี ภรรยาพี่สุวิทย์ พูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าบอกว่าคิดถึง วันที่เราไปงานรถไฟแข่งฟุตบอลในวันนั้น เรื่องราวที่พูดถึงพี่สุวิทย์ คือ ความรู้สึกที่ดีที่ดิฉันและเพื่อนๆคงจะจดจำไว้ในความทรงจำตลอดไป  และจะไม่ลืมนักต่อสู้เพื่อคนจนที่ชื่อ สุวิทย์ วัดหนู

ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่ง ชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เพลง สุวิทย์ วัดหนู - ไก่ แมลงสาบ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์

เพลง สุวิทย์ วัดหนู - ไก่ แมลงสาบ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์

เมื่อ 29 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์
บทเพลงที่เขียนขึ้น เพื่อรำลึกถึงการจากไปของสุวิทย์ วัดหนู ที่เป็นทั้งครู เพื่อน พี่ เป็นบทเพลงพิเศษแด่ผู้เสียสละ และบทกวีสดๆบนเวที

ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต



วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

สร้างนวัตกรรมใหม่แทนสุวิทย์ วัดหนู โดย จำนง จิตรนิรัตน์

สร้างนวัตกรรมใหม่แทนสุวิทย์ วัดหนู โดย จำนง จิตรนิรัตน์
(ว่าด้วยความ ทรงจำและการระลึกถึง)

จำนง จิตรนิรัตน์ - 27 เมษายน 2550 อุบลราชธานี

            ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง การสร้างความมั่นคงของชีวิตตัวเอง คือ ภารกิจหลัก มีน้อยคนที่ทุ่มเทช่วงเวลาของชีวิตเพื่อคนอื่น เพื่อเป็นสาธารณะ การทุ่มเทนี้คือ อุดมการณ์เพื่อสังคม และยังมีน้อยคนลงไปอีกที่การทุ่มเทเพื่อสังคมนั้นมีความยินยอมถึงขั้นแลก ชีวิต คิดค้นสิ่งใหม่ สร้างนวัตกรรมให่ทางสังคม ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อมนุษยชาติ เพื่อตรวจสอบชีวิตตัวเราเอง ศึกษาได้จากชีวิตของ สุวิทย์ วัดหนู

            การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ในสังคมไทยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงคือ ขบวนการ 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 - พฤษภาคม 2535 และกันยายน 2549

            ทุกขบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งสิ้น มีคนจำนวนมากเรือนแสนที่เข้าร่วมอยู่ในขบวนการ เฉพาะ 14 ตุลาคม 2516 เฉพาะ พฤษภาคม 2535 หรือเฉพาะกันยายน 2549

            แต่สุวิทย์ วัดหนู อยู่ร่วมทุกขบวนการในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ในทุกช่วงสถานการณ์สำคัญ กับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกจำนวนนับได้ที่เป็นแบบเดียวกัน ความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ดังกล่าวเกิดจากอะไร?

            คำตอบ ก็คือเนื่องจากปี 2516-2550 ประเทสไทยเรายังถูกครอบงำจากเผด็จการ จากเผด็จการทหารถึงเผด็จการทุน นักต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจึงต้องต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ จากการต่อสู้ในเมืองในวิถีสันติวิธี พวกเขาเหล่านี้ได้นำขยายสู่การรับรู้ของประชาชนยากจน เราจึงพบว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมทั่วประเทศ จากชาวนาชาวไร่

            สุวิทย์ วัดหนู นำโอกาสการวิเคราะห์รับรู้ข้อมูลลงสู่ชาวบ้านมาบปะชันที่ถูกไล่ที่เพื่อ สร้างอ่างเก็บน้ำ จ.ชลบุรี บ้านเกิด ขณะเพื่อนพ้องกระจัดกระจายสู่พื้นที่อื่นๆ กลุ่มหนึ่งขึ้นไปทางภาคเหนือร่วมกับชาวไร่ แก้ปัญหาราคาจากพ่อค้าคนกลาง บางส่วนไปทำงานร่วมกับชาวนาภาคกลาง

            บางส่วนลงใต้ เช่น โกมล คีมทอง และหลัง 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนิสิตนักศึกษา ทั้งผู้นำชาวนาชาวไร่ต่างถูกสังหาร ตามล่า พวกเขาที่เหลือรอดต่างหลบภัยเข้าเขตป่าเขา หยุดการต่อสู้ด้วยสันติวิธี จับปืนประกาศต่อสู้ด้วยอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

            สุวิทย์ วัดหนูลงใต้...ชุมพร - สุราษฎร์ธานี....

            นอกจาก งานด้านการทหารเขาได้ทำหน้าที่สร้างงานมวลชนในพื้นที่ใหม่หลายแห่ง เป็นความสัมพันธ์กับมวลชนที่ลึกกว่า เป็นงานในหน้าที่แม้ภายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี 2523 เป็นต้นมา นักต่อสู้ส่วนใหญ่กลับคืนภูมิลำเนาเดิม แต่สุวิทย์ ยังอยู่กับมวลชนที่นั่นอีกนาน จนถึงปี 2528
            ชาวบ้านเหล่านั้นปลูกกาแฟ ข้าว ยางพารา ถูกรังเกียจ หยามเหยียด เมื่อสงครามปฏิบัติพ่ายแพ้ และถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ และนั่นคือ งานมวลชนรอบใหม่ของสุวิทย์ในพื้นที่เดิม เราพบว่ากลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นค่อยๆ ก่อรูปเป็นขบวนการชาวบ้าน เพื่อต่อสู้เรียกร้องตามสถานะความไม่เป็นธรรมของเขาเองในฐานะคนไทยคนหนึ่ง
           
            ผมเคยไปเยี่ยม "เขตงาน" เก่าของ สุวิทย์ วัดหนู หลายครั้ง ในหลายพื้นที่ หลายอำเภอ  พบคนมากหน้าหลายตา  หลายระดับที่เคยคบหาเป็น "มวลชน" ซึ่งกันและกัน เห็นได้ถึงความสัมพันธ์ที่ผูกพันเสมือนลูกหลานเพื่อนแท้ ส่งข่าว ช่วยเหลือ ฝากสะตอ มังคุด ทุเรียน ฝากลูกเรียนต่อ หรือช่วยเหลือเงินทองยามฉุกเฉิน เด็กหนุ่มสาวบางคนที่จดจำบทบาททหารป่าที่ปกป้องครอบครัวของเขาให้พ้นกับ อำนาจรัฐ วันนี้เติบโตและแต่งงาน เขาเข้ามากราบสุวิทย์ ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง

            เมื่อฉุกเฉินจากเหตุการณ์บ้านเมือง เช่น หลังการปราบที่ราชดำเนินคืน 17-18 พ.ค.ปี 2535 เรากลุ่มหนึ่งต้องหาที่หลบซ่อนชั่วคราว สุวิทย์คิดอยู่ทุกลมหายใจว่าต้องไปถึงชุมพรแล้วเขาจะรอด นี้คือความมั่นใจในมวลชนในพื้นที่ที่เขาคุ้นเคย (ในงานศพสุวิทย์ ที่บางเสร่ คนเหล่านั้นมากันครบครันพร้อมหน้า) หลายคนในนั้นเป็นสหายร่วมรบ เขาเคยพาผมไปทัวร์ย้อนรอย... "โรงพักนี้เราใช้เวลานิดหน่อยก็ยึดได้" ... "เราข้ามป่าตรงนี้" .. ปีนเขาตรงนั้น... ตีฝ่าตรงนี้ เราเสียสละไป 3 แลกกับ 11 .. หลายเหตุการณ์ รวมทั้งเกี่ยวกับขบวนรถไฟขบวนหนึ่ง ...ที่มีทั้งงานการทหารและงานโฆษณา
            กาลต่อมา สุวิทย์ลาจากพื้นที่ขณะดำรงความเป็นเพื่อนพี่น้องไว้อย่างแน่นแฟ้น ลาจากมาเพื่อเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบใหม่และเริ่มต้นการต่อสู้ครั้งใหม่ในเมือง ยุคบุฟเฟ่คาบิเนต -รสช. ในบทบาทของนักพัฒนาชุมชนในสลัม ทำงานร่วมกับคนจนเมือง จากนักรบนักการทหาร (ป่า) มาเป็น organizer  อยู่ตามชุมชนกองขยะ ผู้ติดเชื้อ ผู้เสพยา ในป่าคอนกรีต เขามีเป้าหมายอะไร?

            เมื่อเราติดตามเส้นทางอุดมการณ์ของสุวิทย์พบว่า ยุทธศาสตร์เป้าหมายของเขาต่องานครั้งใหม่  ในเมือง คือ "การลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน" สู้ทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์ตามเงื่อนไขความเป็นจริง
            เขาไม่เห็นด้วยกับการฟื้นพรรคเขียวพรรคแดงขึ้นมาใหม่ เขาโต้เถียงกับ "ลุง" หลายท่าน ที่คิดรื้อฟื้นพรรคคอมมิวนิสต์ และต้องการจัดตั้งเขาอีกรอบ เขาพูดเสมอว่า "ลุง" เหล่านั้นมีคุณูปการสูงส่ง การเคารพความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานและลุง ยังคงอยู่แต่ไม่ใช่ฐานะจัดตั้ง

            วันนี้ลูกหลานต้องคิดการใหม่ เขาจึงมุ่งหน้าทำงานจัดระบบชุมชน รวมกลุ่ม ทำงานความคิด ต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เชื่อมโยงให้คนจนได้เห็นหมู่พวกช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ขณะเดียวกันกับรวมตัวกันตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับ หน่วยงานดูแลที่ดิน หน่วยงานที่ดูแลระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น เพื่อให้ชาวบ้านที่เขาทำงานได้ใช้สิทธิ์ฯ ในที่ดินหรือได้รับสวัสดิการจากรัฐเท่าเทียมกับกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เป็นกระบวนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ขบวนพัฒนามียุทธศาสตร์สำคัญ คือ ให้การศึกษาถึงสิทธิประชาชน และอำนาจรัฐไปด้วย

            จากปี 2528 กระทั่งถึงปี 2534 ถึง พ.ศ.2535 (รสช.) และอีกครั้งในช่วงปี 2541-2549 (ยุคทักษิณ) กลุ่มคนจนเมืองและกลุ่มประชาชนจำนวนมาก แม้กระทั่งคนชั้นกลางในเมืองก็ได้ร่วมกันล้มเผด็จการทหาร (ปี 2535) ทุน (ปี 2549-2550) อีกครั้ง และสุวิทย์ หมู่มิตรในกระบวนการพัฒนาพร้อมองค์กรชุมชน ที่เป็นผลิตผลการทำงานจัดระบบชุมชน ก็ได้เข้าร่วมล้มเผด็จการอีกครั้ง นับเป็นสถานการณ์ทางการเมืองสำคัญครั้งที่ 5 (ทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่าเขา)

            ในปี 2535 สุวิทย์ เป็นคนหนึ่งที่ประเมินว่าไม่เกิดการนองเลือด เขาจึงไปดูงานต่างประเทศ กลับมาเกิดเหตุการณ์แล้วและเขาได้เข้าร่วมทันทีในพื้นที่แนวหน้า
            ใช่แล้ว "พื้นที่แนวหน้าคือพื้นที่ที่สุวิทย์ ยืนอยู่ตลอดเวลาในช่วงชีวิตของเขา ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ"

            พื้นที่แนวหน้าสำหรับสุวิทย์ ยังไม่ได้ปิดฉากลงตามเผด็จการทหาร รสช. ช่วงปี 2547-2548 เมื่อขบวนการเมืองภาคประชาชนประเมินถึงอำนาจทุนในระบบรัฐสภา การคิดค้นต่อสู้ในรูปแบบใหม่ คือ การก่อตั้งพรรคการเมืองประชาชนสู้ ก่อนจะเข้าร่วมล้มเผด็จการทุน ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งในปี 2549-2550 และเขามีข้อสรุปว่า

            เผด็จการมาแล้วมาอีก เราล้มไปแล้วมาใหม่ไม่จบสิ้น องค์กรประชาชนเกิดแล้งก็ล้มไปตามประเด็นปัญหา ต้องทำงานใหม่จัดระบบชุมชนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
            ขณะที่ในทางการเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดทรัพยากร กุมระบบทุกอย่าง ไม่ทหารก็ทุนหรือสถานบันอื่นใช้ประโยชน์ครอบงำอยู่ตลอดเวลา
          
            พลังประชาชนจะยกระดับไปมากกว่าที่เป็นอยู่ขึ้นได้หรือไม่ ได้อย่างไร? เป็นอะไร?
            เขาจึงมีการนัดหมายกับเพื่อนพ้องในหลายแห่ง รวมทั้งที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขยายความคิดนี้ เขามีร่างของพรรคเพื่อนำเสนอพูดคุย เขาขายทรัพย์สินบางอย่างเพื่อใช้เป็นค่าเดินทาง ค่าก่อตั้ง "พรรค" ที่เขาคิด ที่อุบลราชธานีมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า 5-10 วันก่อนเสียชีวิต ถ้าได้มีการพูดคุยปรึกษากันจริง เราอาจได้ถกเถียงกันในประเด็นเหล่านี้          
            พรรคมีงานพื้นที่ทำงานจัดตั้งกลุ่ม ทำงานความคิดชาวบ้าน ประกาศเลยว่าไม่ใช่ NGOs แต่เป็นพรรค
           
            พรรคเสนอโครงสร้าง สัดส่วน ส.ส./ส.ว. ใหม่ตามกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย จีน มลายู ชนเผ่าที่สูง ทะเล กุย เป็นต้น เวียดนามก็มีแบบนี้ทำไมไทยเป็นไม่ได้
            พรรคสนับสนุนให้แต่ละชุมชนหมู่บ้านดูแลจัดสรรทรัพยากรตามแผน กติกาของชุมชน ซึ่งถือเสมอเหมือนรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัย มีปัจจัย 4 มีที่ทำกินพอควร ไม่มีใครมีที่ดินมาเกินไป จะมีการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่ทั้งในเมืองและชนบท
            ยกย่อง เชิดชู วัฒนธรรมของทุกชนเผ่า ให้ดำรงอยู่ได้ ปราศจากการแทรกแซงรุกล้ำทางวัฒนธรรม ประกาศเขตชุมชน เขตที่อยู่อาศัยถาวร เขตที่ทำกิน ร่วมกับชุมชน เขตเหล่านี้ถือว่าได้รับการคุ้มครองพิเศษ เพราะถือเป็นรากฐานของสังคมไทย

            พรรคจพยกเลิก อพท. แต่สนับสนุนให้มีการจัดการท่องเที่ยวของท้องถิ่น โดยองค์กรชุมชนเป็นผู้ดำเนินการโดยมี อบต. อำเภอ จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนและได้รับงบประมาณจากรัฐโดยตรงทุกปี
            สนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่มุ่งเน้นหลักสูตร คุณธรรม-สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-ศิลปะ โดยใช้งบประมาณของรัฐเต็มที่และอยู่ในการดูแลของระบบชุมชนและให้มีอย่างน้อย จังหวัดละ 2 แห่ง

            พรรคส่งคนลงสมัครตำแหน่งทางการเมือง และทำงานการเมืองต่อเนื่องในฐานะผู้ตรวจสอบรัฐ ให้การศึกษาประชาชน พรรคไม่ใช่ระบบหัวคะแนน แต่พรรคจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรประชาชนที่เห็นด้วยในนโยบาย
            และพรรคไม่รีบร้อนเติบโต จะไม่กว้านซื้อ ส.ส.เก่าเน่าเหม็นที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ กินโกงชาติ ข้าราชการที่ทำตามนักการเมืองทุกชนิด มาเป็นสมาชิกพรรค (สมาชิกพรรค-คนที่จะลงสมัครมาจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์) เราจะค่อยๆ สะสมพลังประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ทำกิจกรรมพัฒนาสังคมในพื้นที่ชุมชน ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ รวมผู้รักความเป็นธรรมทุกมิติ ทุกประเภทไว้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวันข้างหน้า หรือตรวจสอบอำนาจรัฐแบบกัดไม่ปล่อยในวันนี้ โดยความร่วมมือของมวลประชาชนกับพรรค ...เป็นต้น
           
            แต่วันนี้ สุวิทย์ ได้จากไปเสียแล้ว
            ผมเชื่อว่าจะมีคนทำงานการเมืองทางเลือก ในทิศทางแบบนี้แน่นอนในวันข้างหน้า

            "คนคิด อาจไม่ได้ทำ แต่คนจะทำได้คิดต่อ" จากจุดของคนทำงานชุมชนเมือง พวกเราไม่เคยคิดเรื่องพรรคการเมืองกันมาก่อน พวกเราทำงานมาหลายสิบปี ขบวนประชาชนนี้สร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นหลายด้าน สุวิทย์ มาร่วมและคิดค้นเชื่อมโยง ยกขึ้นสู่รูปแบบที่เป็น "องค์รวม" ไม่ใช่เป็นประเด็น
            เมือง ชนบท ผู้บริโภค เอดส์ หรือ เด็ก สตรี ไม่ใช่ NGOs ไม่ใช่ กป.อพช. และไม่ใช่พรรค ปชป. ทรท. ชท. ภายใต้กระบวนการทำงานร่วมคิดค้นท่ามกลางปฏิบัติ ทำพร้อมพูด
            การยกระดับงานขึ้นสู่องค์รวม จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเมืองภาคประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

            ใครที่คิดแบบอื่นก็ให้ว่ามา...แบบไหน?
            ใครจะต่อยอดจากสุวิทย์ วัหนูก็ให้ลงมือ
            สุวิทย์...คุณทำเต็มที่แล้วและทิ้งโจทย์ใหม่ -ใหญ่ไว้ให้นักอุดมการณ์เพื่อสังคมทำการบ้านต่อ
            ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง เรา-ท่านที่ยังอยู่ คงได้ตรวจสอบวิถีชีวิตตัวเองบ้างว่าวันนี้ จะสร้างนวัตกรรมใหม่ต่อสังคมอย่างไร?



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เพลงกำลังใจจากฟากฟ้า - วงฆราวาส

เมื่อ 14 มิ.ย.2551 สะพานชมัยมรุเชษฐ์ มีหรั่ง ร็อคเคสตร้ามาตีกลองให้
ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมพลังพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญ
โดย กลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู by วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ - 6 มิถุนายน 2550

            พี่สุวิทย์ที่ผมรู้จัก เป็นคนเรียบง่ายกันเองกับทุกๆคน และมากด้วยน้ำใจ เมื่อเรามีปัญหาหรือมีความทุกข์พี่สุวิทย์ก็จะอยู่เคียงข้างทุกคนเพื่อให้ กำลังใจ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ เพราะหมี สุริยันต์ ทองหนูเอียด พาไปแนะนำให้รู้จัก ทราบว่า พี่สุวิทย์ เป็นที่เคารพรักของหมีและพี่สุวิทย์เองก็รักหมีมากเช่นกัน เลยทำให้ผมในฐานะเป็นเพื่อนหมี ได้รับความเอ็นดูได้รับความเห็นใจจากพี่สุวิทย์ด้วย ช่างโชคดีเหลือเกินจริงๆ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ ว่าชั่วชีวิตของพี่สุวิทย์ ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์ที่จะยืนหบัดอยู่เคียงข้างคนยากคนจน คนชายขอบมาโดยตลอด มุ่งมั่นกอบกู้และปลดปล่อยให้คนยากคนจนหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้โดยไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยยากเลย เพียงแต่แนะนำเรา ว่าถ้าเหนื่อยนักก็พักซะ เมื่อหายเหนื่อยก็เริ่มต้นใหม่
           
            พี่สุวิทย์เป็นที่รู้จักของคนกลุ่มต่างๆ เกือบทุกวงการ นับตั้งแต่คนเล็กคนน้อยจนถึงคนระดับใหญ่โตที่เป็นถึงรัฐมนตรี เลยทำให้เป็นที่รู้จักและมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่พี่สุวิทย์ก็เลือกคบคนเล็กคนน้อยมากกว่า ยิ่งทำให้เรารู้จักตัวตนพี่สุวิทย์ดีขึ้นว่าพี่สุวิทย์คือใคร
            ผมไม่สามารถบรรยายคุณงามความดีของพี่สุวิทย์ได้หมดภายใต้กระดาษแผ่นเดียว เพราะมีมากมายเกินกว่าบรรยายหมด หากชมก็ไม่กล้าหยิบยกคำพูดใดที่เหมาะสมที่สุดได้ ไม่กล้าตั้งคำถามแม้แต่คำเดียว เพราะกลัวว่าจะไปสะเทือนความศรัทธาที่ผมมี เลยขอเก็ยไว้ในใจส่วนลึก เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี
           
            วันนี้ พี่สุวิทย์ จากพวกเราไปแบบไม่มีวันกลับ ช่างอาลัยยิ่งนัก พักซะเถอะครับ อุดมการณ์ของพี่ที่มีอยู่จะไม่มีวันตาย หรือสูญสลายไป เชื่อว่าน้องๆของพี่สุวิทย์ทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจแล้วเช่นกัน ว่าควรจะทำอย่างไร

            เครือข่ายชนเผ่าและชาติพันธุ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วัน ที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน