วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

บันทึกการแสดงสด น้าเศก+หลานโอ๋ เพลงคาราวานพันธมิตร ที่สะพานมัฆวาน 26 มกราคม 2554

          เพลงคาราวานพันธมิตร โดย น้าเศก ศักดิ์สิทธิ์ และหลานโอ๋ บนเวทีสะพานมัฆวาน 21.00 น. วันที่ 26 มกราคม 2554

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

เพลงแผ่นดินนี้คือไทย - แฮมเมอร์....ลูกหลานไทยต้องรักษา ให้อยู่ชั่วนาตาปี หากใครคิดย่ำยี เลือดไทยยอมพลี เพื่อแผ่นดิน

เพลง แผ่นดินนี้คือไทย ศิลปิน แฮมเมอร์

"  ฮา ฮ่าฮ้า ฮาฮ่า  ฮ่า ฮาฮา ฮาฮา
   ฮา ฮ่าฮ้า ฮาฮ่า  ฮ่า ฮาฮา ฮาฮา


     แผ่นดินนี้ชื่อว่าไทย ผองชาวไทยเป็นเจ้าของ อยู่กันอย่างพี่น้อง ร่วมปกป้อง ทรัพย์สินไทย
เมืองไทยแสนดี มีเสรี มีประชาธิปไตย องค์กษัตริย์เกรียงไกร ร้อยดวงใจ เป็นหนึ่งเดียว"




         การต่้อสู้ของภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่มีหน้าที่ ปกป้องแผ่นดินไทย กำลังเป็นกระแสความสนใจในช่วงเวลานี้ บทเพลง "แผ่นดินนี้คือไทย" ของแฮมเมอร์ เป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ตรงกับความรู้สึกของคนไทยผู้รักชาติหลายคน นำมาฝากกันครับ  โดยเฉพาะเนื้อเพลงท่อนนี้ ที่หลายคนตะโกนร้องด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับศิลปินแฮมเมอร์ ในหลายเวทีคอนเสิร์ต



        "แผ่นดินนี้ คือไทย    ลูกหลานไทยต้องรักษา
        ให้อยู่ชั่วนาตาปี        หากใครคิดย่ำยี
        เลือดไทยยอมพลี      เพื่อแผ่นดิน"



เกาะติดข้อมูลข่าวสารเรื่อง MOU43 + การปกป้องแผ่นดินไทยจากกัมพูชา จาก FMTV + ช่อง 13 สยามไทย

           กรณีปัญหาชายแดนไทย-เขมร ที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจอยู่ในช่วงนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จับกุม 7 คนไทย โดยทหารเขมรเข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึี่งทางเขมรก็อ้างว่า พื้นที่นั้นเป็นของเขมร มีชาวบ้านในพื้นที่ นักวิชาการหลายคนมีหลักฐานยืนยันหลายชิ้นว่า พื้นที่นั้นอยู่ในเขตประเทศไทย และมีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2553 แล้ว

           ขอเชิญเกาะติด วิกฤติชาติกับปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เรื่อง MOU43และข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจได้ทาง FMTV http://www.boonniyom.net/ ในช่วงเวลานี้ตลอด 24 ชั่วโมง

            ในส่วนของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชนนั้น ได้ร่วมต่อสู้ในประเ้ด็นนี้มาตั้งแต่ต้น ล่าสุด ศิืลปินไก่ แมลงสาบ เตรียมทำบทเพลงเกี่ยวกับปัญหาเขาพระวิหาร เพื่อมอบให้เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ นำไปใช้ในงานเคลื่อนไหวต่อไป





www.fm-tv.tv

http://www.13siamthai.com/

เพลงรับ-ไม่รับ(รัฐธรรมนูญ) โดย ไก่ แมลงสาบ และสุเวศน์ ภู่ระหงษ์

           ในช่วงปี พ.ศ.2550 ได้มีการเปิดให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หรือไม่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นได้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย  ศิลปิน ไก่ แมลงสาบ และสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ได้ร่วมกันแต่งเพลง "รับ-ไม่รับ(รัฐธรรมนูญ)"  ออกมาในช่วงนั้น และได้จัดทำมิวสิควิดีโอของบทเพลงนี้ออกมาเผยแพร่ดังในวิดีโอที่นำมาให้ชมกันนี้



            ปีนี้ 2554 เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นเรื่องที่นักการเมือง พยายามแก้ไขอยู่เช่นเดิม

            

          





          ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เปิดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ช่วงเวลา 8.00 น.ถึง 16.00 น. โดยใช้วิธีกากบาทลงบัตรเหมือนการเลือกตั้ง ในกรณีที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้ว ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้

           ในกรณีที่เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันออกเสียงประชามติ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป

            ผลการออกเสียงตามรายงานผลอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550



ผลการออกเสียง:
จำนวนผู้มาใช้สิทธิ25,978,95457.61%
จำนวนผู้ไม่มาใช้สิทธิ19,114,00142.39%
ผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด45,092,955
การลงคะแนน:
บัตรที่นับเป็นคะแนน25,474,74798.06%
บัตรที่ไม่นับเป็นคะแนน (บัตรเสีย/การคืนบัตร/อื่น ๆ)504,2071.94%
รวม25,978,954
การเห็นชอบและไม่เห็นชอบ:
เห็นชอบ14,727,30657.81%
ไม่เห็นชอบ10,747,44142.19%
รวม25,474,747

[แก้]

เพลงสวรรค์มีจริง จากกลุ่มศิลปินกองทัพธรรม+สันติอโศก เมื่อ 25 ม.ค.2554 ที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์



           "บนแดนดินถิ่นไกลแสนไกล       คนเดินทางก้าวไปไผ่หา
            ข้ามภูเขาท้องทะเล                 กลับมาหาแดนสวรรค์
            
             จะมีแดนดินถิ่นนึงไม่ไกล         ตรงนี้มีเธอและฉัน
            มีสองมือที่ใช้สร้างสรรค์           สร้างสรรค์ด้วยมือเรา"


            นี่คือ บทเพลงสร้างสรรค์ที่หาฟังไม่ได้ทั่วไป แต่ฟังได้ในเครือข่ายของสันติอโศกและกองทัพธรรม ซึ่งผลิตบทเพลงสร้างสรรค์ที่น่าฟังออกมามากมาย กลุ่มศิลปินจากกองทัพธรรมได้นำบทเพลงนี้มาขับร้องในการชุมนุมทางการเมืองบนเวทีชั่วคราวที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ค่ำคืนวันที่ 25 มกราคม 2554 ในช่วงก่อน 3 ทุ่ม

           บทเพลงเบาๆ น่าฟังเพลงนี้ กับดนตรีที่เรียบง่าย และเสียงร้องสดใส เป็นบทเพลงที่จรรโลงใจผู้ฟังได้เป็นอย่างดี จึงได้นำมาฝากกันครับ

            "..สวรรค์มีจริง นั้นอยู่ไม่ไกล           อยู่ที่ใจสร้างสรรค์
            สวรรค์มีจริงหากว่าเราช่วยกัน         ขยันทำความดี

            ก็เพียงใจคนเร่าร้อนดังไฟ               สวรรค์สวยงามก็คงเลือนหาย
            โลกใบนี้คงเดือดร้อนวุ่นวาย             กลายเป็นนรกบนดิน"

           


ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน (ไม่ใช่อยู่ไปวันๆนะ)

          เรื่องนี้คัดลอกมาจากงานของคนอื่น เขาบอกว่าได้ฟังจากทีวีรายการหนึ่ง แล้วเกิดความพลุ่งพล่านอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้บ้าง ก็เลยเป็นที่มาของบทคัดลอกนี้




          ผู้เขียนบอกว่า เขาได้ดูทีวีรายการหนึ่ง พูดถึงเรื่อง “ทำอย่างไรถึงจะใช้ศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ตอนที่เขาเข้าไปดู รายการได้เริ่มไประยะหนึ่งแล้ว ศาสตราจารย์ผู้ดำเนินรายการได้ถามผู้ชมในห้องส่ง 3 คำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก คำถามที่ 1 ถามว่า “ท่านอยากมีอายุยืนยาวถึงกี่ปี” แล้วให้ทุกคนจดคำตอบไว้


คำถามที่ 2 ถามว่า “ตอนนี้ท่านอายุกี่ปี” แล้วให้จดคำตอบไว้เช่นกัน
หลังจากนั้น ให้เอาคำตอบของข้อที่ 1 ลบด้วยคำตอบของข้อที่ 2
ผลลัพธ์คือจำนวนปีที่คุณยังมีชีวิตเหลืออยู่
นี่แม้เป็นโจทย์ด้านคณิตศาสตร์ธรรมดาๆ แต่ที่อยากกล่าวถึง คือวิธีการถามของ ศ. ผู้นี้


ศ.ผู้นั้นได้ถามต่อว่า “ใครที่ยังเหลืออายุอีก 60 ปีให้ยกมือขึ้น” ปรากฏว่ามีคนยกมือไม่น้อยเหมือนกัน
“ที่ยังเหลือ 50 ปียกมือขึ้น” ... ข้าพเจ้าเริ่มใจตุ้มๆต่อมๆ เพราะถ้านับตามนี้ ข้าพเจ้ายังเหลืออีก 35 ปี เทียบกับผู้ชมที่อยู่ ณ ที่นั้น ดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่สู้ชีวิตเอาเสียเลย


ศ. ถามต่อไปเรื่อยๆ จนถึง “ที่ยังมีชีวิตเหลืออีก 10 ปี มีมั้ย” ปรากฏว่ามีอยู่เพียงคนเดียว ศ. คนนั้นกลับกล่าวอวยพรคนๆนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “คุณคือผู้ชนะในคืนนี้” ... หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ว่า คุณเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร




หากคุณเลือกที่จะอยู่ถึง 100 ปี คุณต้องทำอย่างไรบ้าง
คุณควรตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายได้แล้วรึยัง
คุณควรให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพ
ของตัวเองมากขึ้นหรือยัง





หากคุณยังมีอายุเหลืออยู่อีกเพียง 10 ปี คุณจะเลือกยู่แบบไหน
คุณจะยังยึดติดกับเรื่องรอบตัวทุกเรื่องไปหรือไม่
คุณจะยังขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายเหมือนเดิมหรือไม่
หากรู้วันตายของคุณล่วงหน้า คุณจะเปลี่ยนทัศนคติของคุณหรือไม่
ใครๆก็ไม่อยากแก่ แต่เวลามักไม่คอยท่า ยังคงเดินหายไปอย่างใจดำที่สุด





ศ. พูดต่อไปอีกว่า คนทั่วไปมีชีวิต 3 ช่วงระยะด้วยกัน

ช่วงแรก คือช่วงการเรียนรู้
ช่วงที่ 2 คือช่วงทำงาน
และช่วงที่ 3 คือการหาความสุขหลังเกษียณ




เมื่อถามผู้ฟังในห้องส่งว่า อยากจะเกษียณเร็วๆไหม
ทุกคนต่างตอบว่า อยากเกษียณไวไว

ศ.จึงถามต่ออีกว่า เกษียณแล้ว ท่านจะทำอะไร





มีคนตอบว่า จะไปเที่ยวรอบโลก มีคนบอกว่าจะทำงานตอบแทนสังคม
ศ.สรุปว่า มีหลายคนที่ขยันหาเงิน นึกว่าพอเก็บเงินได้สักก้อน
จะได้เกษียณไปใช้เงิน
ท้ายสุด เมื่อมีการตรวจพบว่าร่างกายเป็นโรคที่รักษาไม่หาย จำต้องจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก





มีบางคนที่หลังจากเกษียณแล้ว ได้เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง กลับรู้สึกว่าชีวิตขาดเป้าหมาย
เหมือนกับว่าเอาแต่เที่ยวไปวันๆ รู้สึกเหมือนขาดบางสิ่งที่เป็นสาระ

ถ้าอย่างนั้น เราควรสู้หน้ากับชีวิตอย่างไรดี





ศ.ท่านนี้ได้เสนอแนวคิด “ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน”





แนวคิดนี้ คือ ต้องเรียนรู้ทุกวัน เพื่อรักษาพลังที่จะเรียนรู้
ต้องทำงานทุกวัน เพื่อรักษาเป้าหมายของการมีชีวิต
ต้องหาความสุขทุกวัน ไม่ใช่รอจนเกษียณแล้วค่อยหาความสุข

พอข้าพเจ้าได้ฟังถึงตอนนี้ รู้สึกว่ามีเหตุผลดี

หากเมื่อใดที่คนๆหนึ่งไม่คิดที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอีกแล้ว นั่นหมายถึงการเริ่มต้นของความชราภาพทางสภาพจิต

เมื่อทำงานจนเกิดความชำนาญ ไม่มีเป้าหมายท้าทายใหม่ๆ การทำงานก็จะเริ่มย่อหย่อน





จงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ตั้งวัตถุประสงค์เล็กๆให้บ่อยๆ หรือสมมุติให้งานใดงานหนึ่งเป็นหลักชัย กระตุ้นให้ตัวเองทำจนสำเร็จ

และเริ่มหาความสุขให้ตัวเองตั้งแต่วันนั้น ทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมีความสุขที่สุด ตักตวงความสุขให้ตัวเองทุกวัน หากต้องจากไปในวันรุ่งขึ้น ก็จะไม่มีคำว่าเสียใจ





ศ.ได้ยกตัวอย่างให้ฟังตัวอย่างหนึ่งว่า

คุณพ่อของ ศ. เอง เป็นครูใหญ่โรงแรมประถมที่เกษียณแล้ว หลังจากเกษียณ วันๆไม่มีอะไรทำ รู้สึกชีวิตน่าเบื่อหน่าย เหมือนกำลังรอความตาย

วันหนึ่ง ท่านได้ขอให้คุณพ่อกับคุณแม่มาฟังท่านบรรยาย

หลังจากฟังบรรยายจบ คำพูดที่คุณพ่อได้พูดในเวลาต่อมา ทำให้ ศ.และคุณแม่ถึงกับน้ำตาซึม







คำแรกที่คุณพ่อพูด คือ “ฉันจะอยู่จนถึงอายุ 100 ปี” แล้วหันไปถามคุณแม่ว่า “เธอตื่นนอนกี่โมงนะ”

ทั้งนี้ เพราะคุณแม่เป็นคนที่ตื่นตั้งแต่ ตี 5 ครึ่งแล้วไปออกกำลังกายทุกวัน แต่คุณพ่อเป็นคนที่นอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ (พูดง่ายๆ นอนตื่นสาย) ดังนั้น ถึงจะอยู่ด้วยกันมานานหลายปี แต่คุณพ่อไม่เคยทราบเลยว่าคุณแม่ตื่นนอนตั้งแต่กี่โมง





คำพูดคำที่สาม คือถามคุณแม่ว่า “แล้วเรายังเหลือเงินอยู่อีกเท่าไหร่”

นั่นเป็นเพราะว่า คุณพ่อไม่เคยดูแลเงินเลย เงินเดือนทั้งหมดปล่อยให้คุณแม่เป็นคนจัดการแต่เพียงผู้เดียว







คุณพ่อตัดสินใจที่จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่ออยู่ต่อให้ได้อีก 30 ปี และจะหาความสุขใส่ตัวให้มากที่สุด

คุณแม่รู้สึกมีความสุขมากที่คุณพ่อเริ่มทำตัวมีชีวิตชีวา บอกว่าสู้พร่ำบ่นมาตั้งเป็น 10 ปี ยังสู้มาฟังการบรรยายของลูกครั้งเดียวไม่ได้







ดังนั้น เพื่อนๆที่รักทั้งหลาย เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันนี้เลย

ในทุกๆวัน ต้องหาความสุขเล็กๆน้อยๆให้กับตัวเองบ้าง ทำให้ชีวิตนี้มีความสุข

อย่างเช่นข้าพเจ้า ซึ่งเดิมมีเพื่อนมาชวนไปปีนภูกระดึงปลายปีนี้ และเดิมข้าพเจ้าไม่คิดจะไป











ช่วงนี้ ข้าพเจ้าเริ่มวางแผนฟิตร่างกายด้วยการว่ายน้ำ เดินวิ่ง เพื่อเพาะความแข็งแรงให้กับร่างกาย

ข้าพเจ้าถือเอาเรื่องนี้เป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งในชีวิต

บังคับให้ข้าพเจ้าต้องฟิตร่างกายให้พร้อมที่สุดเสมอ





ขอบอกตามความสัตย์จริง ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณเพื่อนคนที่มาชวนข้าพเจ้าไปเที่ยวภูกระดึงเหลือเกิน

เพราะมันทำให้ชีวิตประจำวันของข้าพเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะออกกำลังกาย

และงานที่ท้าทายครั้งนี้ ทำให้ชีวิตที่เคยจืดชืดของข้าพเจ้า เกิดความคาดหวังครั้งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ขอบคุณมากเจ้าเพื่อนยาก

ขอให้ท่านจงประสบแต่ความแข็งแรงและสมหวังเทอญ

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

บันทึกการแสดงสด ประทีป ขจัดพาล - เอาประเทศไทยคืนมา และ สงสารเมืองไท

          "เราจะไม่ถอย จะไม่ถอย จะไม่ท้อ
       สู้ สู้ สู้ ต่อเอาประเทศไทยของเราคืนมา.."


            บทเพลงที่มีท่วงทำนองเรียบง่ายแต่กล้าหาญ และฮิตติดหูมากๆ เนื้อเพลงสั้น ๆ7-8 บรรทัด ร้องวนไปวนมาจนชาวบ้านร้องได้หมด เป็นผลงานเพลงของประทีป ขจัดพาล ศิลปินเลือดชัยภูมิ ที่ยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง



           ปัจจุบัน ประทีป ขจัดพาลยังคงตระเวณขึ้นเวทีการต่อสู้ของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีคนอยากชมบันทึกการแสดงสดของประทีป ขจัดพาล ในบรรยากาศการต่อสู้ในปี 2551 มี 2 บทเพลงนำมาฝากันที่นี่ เพลง เอาประเทศไทยคืนมา และ เพลง สงสารเมืองไทย

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน