วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู by วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ

อาลัย พี่สุวิทย์ วัดหนู
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

วิวัฒน์ ตามี่ เครือข่ายชนเผ่าฯ - 6 มิถุนายน 2550

            พี่สุวิทย์ที่ผมรู้จัก เป็นคนเรียบง่ายกันเองกับทุกๆคน และมากด้วยน้ำใจ เมื่อเรามีปัญหาหรือมีความทุกข์พี่สุวิทย์ก็จะอยู่เคียงข้างทุกคนเพื่อให้ กำลังใจ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ เพราะหมี สุริยันต์ ทองหนูเอียด พาไปแนะนำให้รู้จัก ทราบว่า พี่สุวิทย์ เป็นที่เคารพรักของหมีและพี่สุวิทย์เองก็รักหมีมากเช่นกัน เลยทำให้ผมในฐานะเป็นเพื่อนหมี ได้รับความเอ็นดูได้รับความเห็นใจจากพี่สุวิทย์ด้วย ช่างโชคดีเหลือเกินจริงๆ

            ผมรู้จักพี่สุวิทย์ ว่าชั่วชีวิตของพี่สุวิทย์ ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์ที่จะยืนหบัดอยู่เคียงข้างคนยากคนจน คนชายขอบมาโดยตลอด มุ่งมั่นกอบกู้และปลดปล่อยให้คนยากคนจนหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้โดยไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยยากเลย เพียงแต่แนะนำเรา ว่าถ้าเหนื่อยนักก็พักซะ เมื่อหายเหนื่อยก็เริ่มต้นใหม่
           
            พี่สุวิทย์เป็นที่รู้จักของคนกลุ่มต่างๆ เกือบทุกวงการ นับตั้งแต่คนเล็กคนน้อยจนถึงคนระดับใหญ่โตที่เป็นถึงรัฐมนตรี เลยทำให้เป็นที่รู้จักและมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่พี่สุวิทย์ก็เลือกคบคนเล็กคนน้อยมากกว่า ยิ่งทำให้เรารู้จักตัวตนพี่สุวิทย์ดีขึ้นว่าพี่สุวิทย์คือใคร
            ผมไม่สามารถบรรยายคุณงามความดีของพี่สุวิทย์ได้หมดภายใต้กระดาษแผ่นเดียว เพราะมีมากมายเกินกว่าบรรยายหมด หากชมก็ไม่กล้าหยิบยกคำพูดใดที่เหมาะสมที่สุดได้ ไม่กล้าตั้งคำถามแม้แต่คำเดียว เพราะกลัวว่าจะไปสะเทือนความศรัทธาที่ผมมี เลยขอเก็ยไว้ในใจส่วนลึก เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี
           
            วันนี้ พี่สุวิทย์ จากพวกเราไปแบบไม่มีวันกลับ ช่างอาลัยยิ่งนัก พักซะเถอะครับ อุดมการณ์ของพี่ที่มีอยู่จะไม่มีวันตาย หรือสูญสลายไป เชื่อว่าน้องๆของพี่สุวิทย์ทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจแล้วเช่นกัน ว่าควรจะทำอย่างไร

            เครือข่ายชนเผ่าและชาติพันธุ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วัน ที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

ขอสดุดีดวงวิญญาณน้องสุวิทย์ by สม ศักดิ์ โกศัยสุข

ขอสดุดีดวงวิญญาณน้องสุวิทย์
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

สม ศักดิ์ โกศัยสุข

ผู้บรรจงชีวิต แด่ชนชั้นผู้ยากไร้
            ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 62 ปี ได้ศึกษาฝึกฝนผ่านประสบการณ์จริง ที่ทำความเข้าใจ เรื่องโลกทัศน์ ชีวทัศน์ ถึงสัจธรรมแห่งชีวิตของมนุษย์มาพอสมควร และเคยสูญเสียมิตรสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ รวมทั้งบิดา มารดา ฐาติ พี่น้องและบุตร และเข้าใจถ่องแท้ว่า การเกิดแก่เจ็บตายย่อมเป็นอนิจจัง และเกิดขึ้นกับทุกชีวิต ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา โดยไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และแล้วมันก้เกิดขึ้นอีกครั้งกับน้องสุวิทย์ วัดหนู ในช่วงที่กำลังมีวาระสำคัญในการยกระดับการต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้ น้อง สุวิทย์ ได้จากขบวนการต่อสู้ของชนชั้นผู้ยากไร้อย่างไม่มีวันกลับ

            เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ประมาณตีหนึ่งของคืนวันที่ 11 มีนาคม 2550 ปลุกให้ผมตื่นขึ้นหลังจากล้มตัวลงนอนประมาณ 30 นาที เมื่อกดรับ เสียงสุริยะใสกรอกเข้าหู พี่สมศักดิ์ครับพี่สุวิทย์ตายแล้ว ผมยังคิดว่าเป็นการล้อเล่น เพราะตลอดเวลา 20 ปี ที่ผมใกล้ชิดกับน้องสุวิทย์ เขาไม่เคยบ่นหรือแสดงอาการอ่อนแอ เกี่ยวกับสุขภาพความเจ็บป่วยให้ผมได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว ในระยะหลังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาเพียงบ่นเป็นห่วงสุขภาพของน้องวรรณ ศรีภรรยาที่แสนดีของเขาเท่านั้นและบางครั้งต้องขอตัวไปรับไปส่งภรรยา ในการไปกลับจากการทำงานที่มูลนิธิดวงประทีป

            การจากไปอย่างกระทันหัน และรวดเร็วกว่าที่มิตรสหายจะคาดคิดถือเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง หนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมของชนชั้นผู้ถูกกด ขี่ขูดรีด
            ผมขอสารภาพว่า ที่แท้ ผมก็คือปุถุชนธรรมดา ที่รู้สึกสะเทือนใจ และตอกย้ำความรู้สึกเจ็บปวดของคนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มันลึกลับซับซ้อนเหลือเกิน สำหรับผู้ที่อุทิศตนอย่างแน่วแน่ ต่อสู้เพื่อชนชั้นผู้ยากไร้ที่ต้องสูญเสียกำลังสำคัญในสถานการณ์ที่ขบวนการ ต่อสู้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีนักสู้ที่ผ่านประสบการณ์ มีจุดยืนหนักแน่นเหมือนภูผา เฉกเช่นน้องสุวิทย์ วัดหนู

            น้องสุวิทย์คือผู้ที่มีบทบาทอันสำคัญยิ่งที่เขาทำงานเหมือนปิดทองหลังพระมา โดยตลอด ไม่เคยโชว์ฟอร์ม อยากเด่น อยากดัง และแสวงหาผลประโยชน์ในทุกด้าน ทั้งที่เขามีความสามารถสูงกว่าบุคคลที่สังคมรู้จักผิวเผินหลายคน ในแวดวงสังคมนักต่อสู้ในปัจจุบัน  เขาเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในแวดวงของผู้ทุกข์ยาก ไม่ว่าพี่น้องชุมชนสลัม คนไร้บ้าน กรรมกร ชาวนา ปัญญาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ

            ในสถานการณ์ก่อนเสียชีวิต เขารับบทบาทสำคัญที่ทำหน้าที่ประสานกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการต่อสู้ของประชาชนผู้ยากไร้ ล่าสุดน้องสุวิทย์ได้รายงานข้อมูลต่างๆให้ผมทราบก่อนเสียชีวิตประมาณ 3 สัปดาห์ เกี่ยวกับภารกิจในการประสานงานมวลชน เพื่อยกระดับการต่อสู้ทางการเมือง น้องสุวิทย์มีความสามารถสูง มีความคิดแหลมคมในการพูดคุยทางวิชาการและเมื่อมีการประชุมเพื่อเคลื่อนไหว ของมวลชน และในการต่อสู้จริงในภาคสนาม ทั้งในเมืองและชนบท

            ในเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ในการต่อสู้ขับไล่เผด็จการ รสช. เขาคือเพื่อนเป็นเพื่อนตายของผมตลอดเวลาของการเคลื่อนไหวที่ต้องตัดสินร่วม กันทุกครั้ง และเราจะยืนคู่กันเสมอในยามวิกฤติ และไม่แตกต่างกันในเหตุการณ์ขับไล่ระบอบทักษิณ ที่ขบวนการประชาชนได้เข้าร่วมจัดตั้งองค์การพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 น้องสุวิทย์ต้องรับบทบาทอันหนักหน่วงคือ การประสานงานโฆษกบนเวที และการควบคุมมวลชน และเข้ามารับบทบาท ในช่วงตี 2 ตี 3 เป็นประจำของการชุมนุมแต่ละครั้ง จนกระทั่ง คปค.ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ วันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนที่พันธมิตรจะจัดชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อในวันที่ 20 กันยายน 2549

            น้องสุวิทย์ ได้เปรยกับผมว่า "ครั้งนี้ต้องเตรียมกำลังให้ดีอาจถูกปราบปรามได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะเราไม่สามารถทิ้งประชาชนได้" ภายหลังจากได้ร่วมกันประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ครั้งสุดท้าย ก่อนการจัดการชุมนุม 7 วัน

            นี่คือจุดยืนอันยิ่งใหญ่ในดวงใจของเขา ตลอดเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกัน 20 ปี การดำรงชีวิตของน้องสุวิทย์ คงเส้นคงวา เขามีสัมมาคารวะอย่างสูงต่อคนทั่วไป สุภาพอ่อนโยน รักเพื่อนฝูง วิพากษ์วิจารณ์มิตรสหายตรงไปตรงมาซึ่งหน้าเสมอ มีวินัยสูงในการทำงานกับมวลชน รับผิดชอบสูงมาก รักครอบครัว ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียในทุกๆด้าน มีความเป็นสุภาพบุรุษและเก็บความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม บางครั้งเขาถูก NGOs สายแรงงานบางคนทรยศหักหลัง น้องสุวิทย์ไม่เคยกล่าววาจาโจมตีบุคคลเหล่านั้น เขาเพียงเล่าความจริงให้ผมฟังและสรุปว่าพี่อย่าไปรู้มันเลย ขอให้รู้ว่าคนคนนี้ใช้ไม่ได้ นี่คือคำพูดที่ถือว่ารุนแรงแล้วสำหรับเขาที่ผมเคยได้ยิน

            วันที่ 24 ธันวาคม 2549 สถานีวิทยุเสียงกรรมกร Worker' Radio Fm 98.25 MHz. ได้จัดกิจกรรมสมานฉันท์ระหว่างพันธมิตรทั้งหลายรวมทั้งพี่น้องสื่อมวลชน กรรมกร พี่น้องสลัม 4 ภาค ครป. กลุ่มเพื่อนประชาชน ฯลฯ แข่งกีฬากระชับความสัมพันธ์ และผ่อนคลายความเครียด ณ สนามสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ เนื่องในโอกาสเปิดสถานีวิทยุครบรอบ 6 เดือน

            น้องสุวิทย์ได้ร่วมเล่นฟุตบอล ตกกลางคืนก็มีการสังสรรค์กันแบบวิถีชีวิตของคนจน นั่งรวมกันที่บริเวณสนามบาสเกตบอล น้องสุวิทย์ได้พูดกับผมว่า "วันนี้ผมมีความสุขมากที่มานั่งสังสรรค์กันที่สนามบาสเกตบอล ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศในอดีตขณะเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทยในเขตป่าเขา ขณะนั้นเมื่อมีการออกกำลังกาย เล่นบาสเกตบอล ก็จะนั่งสังสรรค์กับสหายคล้ายกับบรรยากาศในวันนี้"

            เขาสบตาผมด้วยแววตาเป็นประกาย ใบหน้าแดงระเรื่อดูมีความสุข และอิ่มเอิบ นี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆช่วงสั้นๆ ที่น้องสุวิทย์แสดงให้ปรากฎ แต่ความคาดหวังของน้องสุวิทย์คือ เขาอยากเห็นสังคมที่ยุติธรรม สังคมที่ไม่มีการกดขี่ขูดรีด มีทั้งภราดรภาพ เสรีภาพ และเสมอภาค เขาจึงกำหนดวิถีชีวิตของเขาเพื่อผู้ยากไร้ จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต น้องสุวิทย์ทำดีไว้มาก มีบุญญาบารมี แม้วิธีการลาโลกของน้องสุวิทย์ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครทั้งสิ้น และยังทำหน้าที่งดงามต่อภรรยาอันเป็นที่รักของเขา ขอสดุดีดวงวิญญาณของน้องจงไปสู่สุขคติ ในสัมปรายภพเถิด ขอฝากมิตรสหายทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ หากรักและศรัทธาน้องสุวิทย์ จงคิดสามัคคีกันต่อสู้เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ อุดมการณ์น้องสุวิทย์อย่างจริงจังต่อไป นี้คือการแสดงความรักที่แท้จริงต่อมิตรที่รักและศรัทธา

            ด้วยจิตคารวะ

ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะ จัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

คนสามัญผู้มั่นคงถึงขั้นสูงสุด

คนสามัญผู้มั่นคงถึงขั้นสูงสุด
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

นิกร จำนง

            รู้จักพี่สุวิทย์ วัดหนู ในงานการเรียร้องกรณีโรงไฟฟ้าที่ภาคเหนือ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ช่วงไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  บรรหาร ศิลปอาชา ครั้งนั้นได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด จนปัญหาได้คลี่คลายลงไปในระดับหนึ่ง ละได้มีบางอย่างเกิดขึ้น คือ ความเคารพกันในฐานะคนทำงานด้วยกัน และความสัมพันธ์นั้นได้พัฒนามากขึ้น จนเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกลมเกลียวกันตลอดมา

            ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมือง ทางสังคมของประเทศซึ่งไม่เคยแน่นอนจะเป็นเช่นไร มิใยว่าสภาวะทางเศรษฐกิจในเชิงบุคคลจะเสมอตัวหรือตำต่ำ แต่ความมั่นคงของคนทำงานที่ถูกเรียกขานว่า "สุวิทย์ วัดหนู" ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

            ในช่วงเวลา 10 ปีกว่าที่รู้จักกันมา ทั้งในฐานะทำงานร่วมกัน ทั้งในฐานะเป็นพี่เป็นน้องที่รักนับถือกัน ตามประสาสามัญชนคนธรรมดา ได้ค้นพบแก่นแกนของความเป็น "สุวิทย์ วัดหนู" อย่างชัดเจน มาตั้งนานแล้ว ความคงเส้นคงวาของบุคคลผู้นี้ต่อหน้าที่รับผิดชอบนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งๆที่รู้ว่า เป้าหมายนั้นไม่มีทางที่จะไปถึงได้ เช่น การแก้ปัญหาของคนจนเมือง ซึ่งเปรียบเสมือนเงาของทุกเมืองมีเมืองก็ต้องมีคนจนเมือง หรือสลัมอยู่เสมอ พี่สุวิทย์สู้เพื่อสิ่งนี้ จนกลายเป็นเงาของตัวเอง มีสุวิทย์ที่ไหนก็ต้องมีภาระเกี่ยวกับคนจนเมืองอยู่บนบ่าเสมอไป ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยท้อถอย จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

            ในความเป็นคนแบบพี่สุวิทย์ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะละวางสายใยสัมพันธ์ของมิตรสหาย ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ฟากไหนของฝั่งแห่งแนวคิดตามอุดมการณ์ที่ไม่รู้จบของ บรรดาเหล่านักคิด นักฝัน นักปฏิบัติผู้ร่วมสมัย ความขัดแย้งระหว่างกันและกันถูกสายใยแห่งมิตรภาพความปรารถนาดีของพี่สุวิทย์ ยึดโยงรวบรัดเข้ามาหากัน จนกลับมาจับมือกันได้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และผลสืบเนื่องจากการนั้น มักนำไปสู่คณูปการต่อสังคมเสมอมา ไม่ใช่เพราะพี่สุวิทย์เป็นคนไร้ซึ่งความรู้สึก ไม่ว่าจะโกรธ เกลียด หรือน้อยอกน้อยใจ หากแต่ว่า ด้วยหัวใจดวงใหญ่ที่เปิดกว้าง และมีความรักในพี่น้องและเพือนๆอย่างจริงใจ ทุกคนจึงต้องยอมละวางอารมณ์ของตนให้กับพี่สุวิทย์ ในยามที่ถูกร้องขอเกือบทุกครั้งไป

            บัดนี้พี่สุวิทย์ วัดหนู ได้จากไป ลึกๆแล้วทุกคนที่รู้จักมักคุ้นย่อมโศกเศร้าเสียใจ แต่ลึกลงไปกว่านั้นเชื่อได้เลยว่า มิติความเป็น "สุวิทย์ วัดหนู" จะฝังลึกอยู่ในใจของทุกคนอย่างมั่นคงตลอดไป แม้ว่าแนวร่วมผู้ทำงานเพื่อสังคมด้านนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในสภาวะเปรียบเหมือนเรือที่สมอขาด อาจเคว้งคว้างอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมุ่งหน้าต่อไป สู่ฝั่งแห่งสังคมที่ดีกว่าซึ่งทุกคนเชื่อว่ามี แบบเดียวกับที่ "สุวิทย์ วัดหนู" คนสามัญผู้มั่นคง ตั้งใจว่าจะไปให้ถึง



ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่ง ชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551

แบบอย่างของนักสู้สามัญชน

แบบอย่างของนักสู้สามัญชน
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

ชัย วัฒน์ สุรวิชัย - พฤษภาคม 2550

            "สุวิทย์ วัดหนู แบบอย่างของนักสู้สามัญชน แนวทางมวลชน"
            ผมตั้งใจจะไปร่วมงานศพของเพื่อนและน้องร่วมอุดมการณ์ นาม "สุวิทย์ วัดหนู" ที่วัดบางเสร่ บ้านเกิด แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะติดงานมวลชน
           
            ถึงแม้ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ก็เหมือนไปร่วม เพราะผมต้องไปร่วมงานบนเวทีประชาธิปไตยกับผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน ที่จังหวัดลำปาง ตามคำเชิญที่กะทันหันของคุณศรีสะเกษ สมาน

            ผมเริ่มต้นคำพูดที่ประชุมว่า "งานนี้เพื่อสืบทอดอุดมการณ์ของ "คุณสุวิทย์ วัดหนู" แบบอย่างนักสู้สามัญชน แนวทางมวลชน ที่แม้จะ "เสียสละ" ร่างกายไปแล้ว แต่ "ผลงานและอุดมการณ์" ยังคงอยู่คู่ชุมชน สังคมและเพื่อนมิตรสหายที่ยังคงมีแรงและลมหายใจ ที่จะเดินบนเส้นทางของประชาชนต่อไป แม้หลายคนจะเปลี่ยนเส้นทางเดินไป

            ถ้าสุวิทย์สามารถรับรู้ได้ คงจะเข้าใจและเห็นด้วย เพราะเส้นทางชีวิต เส้นทางเดิน "เรา" เดินไปด้วยกันบนทางสายเดียวกันมาตลอด 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, 17-20 พฤษภาคม 2535, 11 ตุลาคม 2540 (ขบวนการธงเขียว รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน) และกรณีคดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ปี 2549 เผด็จการภายใต้ประชาธิปไตยเลือกตั้ง

            ผมได้มีโอกาสดี ที่ได้รู้จักอดียนายกสโมสร มศว.บางแสนคนนี้ ในช่วงปลายปี 2517 ในขณะที่ทำงานฝ่ายมวลชน ของกลุ่ม ปช.ปช. (กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) ซึ่งเป็นงานสืบเนื่องของกลุ่มเรียกร้องรับธรรมนูญ สมัยปี 2516 และในปี 2518 ขณะที่ทำงานด้านมวลชนของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย
           
            โอกาสแรกและงานแรกที่ผมได้ร่วมงานกับคุณสุวิทย์ วัดหนู และคุณสมภพ บุนนาค เป็นงานที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐ กรณีชาวบ้านและพระภิกษุคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำมาบประชัน จ.ชลบุรี กับกรมชลประทานที่เวนคืนที่ชาวบ้านและวัด เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรม เราได้ประสบการณ์ครั้งแรกร่วมกัน คือ "การถูกลอบยิง" ขณะที่เรากำลังพูดคุยกับเจ้าอาวาสในคืนวันหนึ่งในช่วงนั้น

            งานสลัม และขบวนการต่อสู้อำนาจรัฐ ในบทบาทของการเป็นผู้นำ "การเป็นโฆษก ที่ปลุกกระแส และควบคุมเวที" เป็นภาพที่มวลชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า "การปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนจนคนด้อยโอกาส" และ " การคัดค้านอำนาจรัฐที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม" เป็นสิ่งที่ต้องทำ ได้ทำ และไม่เคยท้อถอยเลย แต่อีกภาพหนึ่ง ที่เป็นส่วนสำคัญยิ่ง ต่อการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะการควบคุม และคุมเวทีการชุมนุม ที่หลายคนไม่เคยทราบคือ

            สุวิทย์จะตระเวนไปขอความคิดเห็น คำแนะนำ จากเพื่อนๆพี่ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์และมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ฯลฯ ผมก็เคยได้คุยแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่อง ข้อมูล ข่าวสาร และแนวโน้มของสถานการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ "ของการวิเคราะห์สถานการณ์ในสถานการณ์การต่อสู้" เพราะส่วนใหญ่เกือบทุกฝ่ายมักจะเลือกฟังข้อมูล เฉพาะที่ตรงกับความคิดเห็นของตน และตัดทิ้ง หรือ ไม่ให้ความสำคัญ หากข้อมูลนั้นเป็นไปอีกทางหนึ่ง แต่ "สุวิทย์" จะรับฟังทุกข้อมูล และความเห็นที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ "สุวิทย" สามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีทุกเวที นอกจากประสบการณ์ ความสุขุม ใจเย็นและความรับผิดชอบของเขา

           "สุวิทย์ วัดหนู" จะเลือกข้างถูกเสมอ ครั้งล่าสุด "กรณีคดี อดีตนายกทักษิณ" เผด็จการในคราบของประชาธิปไตยเลือกตั้ง เพราะเขาเลือก "เอาผลประโยชน์ของประชาชน" เป็นที่ตั้ง แม้อาจต้องยืนอยู่ตรงกันข้าม อยู่คนละฝั่ง กับมิตรสหายที่เคยร่วมอุดมการณ์ ที่ไปอยู่ล้อมรอบอดีตนายกทักษิณที่ใช้ข้ออ้างว่ามาจากประชาธิปไตย มาจากเลือกตั้ง ทั้งๆที่รู้กันดีว่า ได้อำนาจรัฐมาจากการซื้อ และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม

            อีกเรื่องหนึ่งที่ "สุวิทย์ วัดหนู" ให้ความสำคัญยิ่ง คือ การจัดตั้ง "พรรคการเมืองของประชาชน" "สุวิทย์" ให้เวลามากกับเรื่องสำคัญนี้ ผมรู้สึกถึงอารมณ์ในเรื่องนี้ของสุวิทย์ ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์

            โอกาสการจัดตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชน ในภาววิสัยของสังคมไทยในยุคนี้ ค่อนข้างยาก และเป็นจริงไม่ยากเลยในทัศนะและประสบการณ์ของผม ที่ยึดหลัก "หาสัจจะจากความเป็นจริง"

            แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมต้องไปหาสุวิทย์ ที่สำคัญคือ "สุวิทย์" พยายามหาทางออกของสังคม หาทางออกให้กับมวลชนที่ทุกข์ยาก เป็นสิ่งแรกและสิ่งเดียวที่หัวใจสุวิทย์มีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเคารพความยิ่งใหญ่ของสุวิทย์มาตลอด และตลอดไป

            มีครั้งหนึ่งที่ผมได้รับน้ำใจ จากสหายรุ่นน้องที่ผมนับถือ ในช่วงปี 2517 ที่ผมรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ผมถือและใช้โอกาสนี้ลาบวชเพื่อเป็นการพักผ่อนทางกาย ที่มีชีวิตที่สอง หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ผ่านมา และรักษาเสริม "ใจ" ให้ใฝ่และเข้าใจ "ธรรม" ให้มากขึ้น โดยผมไปบวชที่ วัดเชียงราย  จ.ลำปาง เพื่อตอบแทนให้คุณพ่อ คุณแม่ ได้ชื่นใจ หลังจากที่ผมทำให้บุพการีต้องทนทุกข์ นอนไม่หลับตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2516 วันที่ 13 คน ถุกเผด็จการถนอม ประพาส ณรงค์ สั่งจับ ตั้งข้อหากบฎในราชอาณาจักร, คอมมิวนิสต์ ฯลฯ และ  เดินทางมาจำพรรษาที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์กับท่านปัญญานันทภิกขุ

            คุณสุวิทย์ วัดหนู และคุณสมภพ บุนนาค ได้มาเยี่ยมถามสารทุกข์สุข ของ "พระชัยวัฒน์ อิสรธัมโม"

            ผมจำไม่ได้ว่าได้คุยหรือได้เทศน์ในเรื่องอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญคือ การมีใจรักและเป็นห่วงเพื่อนของ "สุวิทย" ซึ่งหลายคนต่อหลายคนคงได้รับน้ำใจจากสหายของ สุวิทย์ วัดหนู สิ่งที่ผมจะแสดงความเคารพรักต่อสหายสุวิทย์ วัดหนู คือ การให้คำมั่นสัญญาต่อตัวเองว่า "เส้นทางสายประชาชน ที่สุวิทย์ก้าวเดิน และร่วมเดินทางสายนี้มาตลอด ผมจะเดินต่อไป จนกว่าแผ่นดินจะกลบหน้าจนกว่าผมจะเดินตามสุวิทย์ไป"


ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่ง ชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน