วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

ความใฝ่ฝันกับความเป็นจริง

ความใฝ่ฝันกับความเป็นจริง
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึกถึง)

ชาญ วิทย์ อร่ามฤทธิ์

            จากชีวิตที่ติดดิน ได้รับรู้ความเป็นจริงของสังคมตั้งแต่วัยหนุ่ม กว่าสามสิบห้าปีของชีวิต นับจากวันนั้นถึงวันตาย ไม่ละทิ้งอุดมการณ์เพื่อสร้างสรรสังคมที่ดีกว่า

            เมื่อเห็นชัดว่าสังคมมีชนชั้น มีความเอาเปรียบ มีการกดขี่ขูดรีด ความขัดแย้งทางชนชั้นเป็นความขัดแย้งหลักของสังคม ทุ่มเทเข้าร่วมการต่อสู้ทางชนชั้น เชื่อมั่นมวลชน หวังว่า วันหนึ่งสัมคมมนุษยชาติจะปราศจากชนชั้น สังคมที่เป็นธรรม

            จากจิตใจที่รักความเป็นธรรม แต่จำกัดด้วยทัศนะทางชนชั้น ปัญญาชนนายทุนน้อยคนหนึ่ง หากไม่หล่อหลอมดัดแปลง ก็ไม่ง่ายที่จะก้าวผ่านความยากลำบากทางวัตถุ ขจัดความสับสนทางความคิด ไม่ยึดติดเพียงผลสำเร็จบางระดับ แล้วยืนหยัดยืดเยื้อยาวนาน

            หากกระแสสูง เห็นชัดฮึกเหิม แต่กระแสต่ำวิเคราะห์พร่ามั่ว ก็ผิดทิศผิดทางได้ไม่ยาก อาจจะยึดติดคัมภีร์กลไก หรือหลงใหลเล่ห์ลวงยอมจำนน ความใฝ่ฝันที่ไม่ประสานทฤษฏีกับความเป็นจริง ก็อาจกลายเป็นกับดักนักปฏิวัติ

            ปฏิวัติได้ ก็สานฝันได้ในวันปฏิรูป ไม่เพียงเพ้อฝันเลื่อนลอย รอคอยจนหมดโอกาส แต่ปรับสภาพจากฐานงานมวลชนที่เป็นจริง
            อาจจะมีบางคนบางครั้งที่เสมือนแนวทางเด่นชัด แต่หากไม่ใส่ใจ อุ่นไอความรักทางชนชั้น  เป้าหมายก็คงน่าเคลือบแคลง

            แยกมิตรแยกศัตรู มิใช่เพียงเพื่อทุ่มโถมฟันฝ่า แต่ยังหมายถึงความสมัครสมานของผู้ร่วมชะตากรรม และแยกสลายลดทอนคู่ต่อสู้
            ความขัดแย้งในหมู่มิตร คือวิถีที่ต้องผ่าน  เมื่อต่อสู้ความคิด  ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด แต่เมื่อสะท้อนสู่บทพิสูจน์จุดยืนทางชนชั้น ก็ได้เป็นความเข้าใจ

            ยังจำได้ถึงการฝ่าด่าน ลาภ ยศ สรรเสริญ
            ยังจำได้ถึงความมุ่งมั่น เป็นเทียนให้แสง แล้วมอดไหม้ละลายตัวเอง
            ยังจำได้ถึงการเปรียบเปรย จะเพียงซ่อมแซมตัดผุ หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างรากฐาน
            คุณค่าคนอยู่ที่ใด ได้พิสูจน์อีกครั้งในวันนี้
           
            เพื่อนๆน้องๆ และผองผู้รักความเป็นธรรมและเท่มเทียม ได้ศึกษาร่วมกันอีกครั้ง
            จากเลือดเนื้อคนธรรมดาที่กล้าฟันฝ่าต่อสู้ มีสุขมีทุกข์ สำเร็จล้มเหลว ข้อดีข้อบกพร่องที่จับต้องได้

            บทศึกษาชุดใหญ่ จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ จากความใฝ่ฝันสู่ความเป็นจริง
            ภูมิใจที่มีเพื่อนชื่อ สุวิทย์ วัดหนู


ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เพลงสดุดีวีรชน - จากอัลบั้ม กลองยาวไม่ขายชาติ 1



เพลงสดุดีวีรชน - ไก่ แมลงสาบ จากอัลบั้ม กลองยาวไม่ขายชาติ 1

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

เพลงนิวเคลียร์ไม่เคลีย - ไก่ แมลงสาบ



เพลงนิวเคลียร์ไม่เคลีย - ไก่ แมลงสาบ จากอัลบั้ม กลองยาวไม่ขายชาติ 1

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

สินามิในดวงใจ - Folk co ครูเต้ย.... อัลบั้ม รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน ชุด ๒




อัลบั้ม รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน Vol2. มหกรรมรวมน้ำใจครั้งยิ่งใหญ่ของศิลปิีนเพื่อชีวิต โดย เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, มูลนิธิมิตรภาพสู่ท้องถิ่น, มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะกรรมการเตรียมงาน 30 ปี 6 ตุลา.. ขอคารวะน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ เผยแพร่โดย บ้านศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน http://thaibansinlapin.blogspot.com


ธารรัก ธารน้ำใจ
หนึ่งที่ได้ คือเสียงเพลง เสียงกวีที่ให้เป็นกำลังใจแด่พี่น้องผู้ประสบภัย และอาสาสมัครที่ลงพื้นที่โดยมิได้นัดหมาย

อีกหนึ่งที่ได้ คือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวของศิลปะ ศิลปินทั่วประเทศ
ซึ่งในโอกาสต่อไปทุกท่านเหล่านี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของ การสร้างสรร
ต่อสู้ สู่ความงดงามของสังคม ร่วมกับพี่น้องเครือข่าย กลุ่มองคืกรต่างๆที่ทำงานเพื่อประชาชน และประเทศชาติ

และอีกหนึ่งที่ได้ - คือ การได้ทำหน้าที่ของตน โดยสมบูรณ์

// ความเป็นมา

เหตุการณ๋ ภัยพิบัติ "สินามึ" เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้กระตุ้นกระแสธารน้ำใจขนาดมหึมาของประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกให้หลั่งไหลมาโอบอุ้มผู้ประสบเคราะห์กรรมอย่างล้นหลาม อย่างไม่เคนปรากฏมาก่อน

ในขณะที่องค์กรภาครัฐในพื้นที่ อยู่ในสภาวะช็อคจากเหตุการณ์และตรึงเครียดอยู่กับการรอรับคำสั่งจากทางหน่วยเหนือนั้น ปรากฏว่ามีคลื่นอาสาสมัครและกลุ่มองค์กร ภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่ได้รวมตัว เชื่อมโยงการดำเนินงานและก่อตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเข้าไปช่วยเหลือชุมชนและประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแข็งขันเคียงคู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ได้เล็งเห็นช่องว่างและตระหนักในปัญหานี้ จึงได้ริเริ่มรวมตัวกันจัดงานมหกรรมดนตรี "รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน" ขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2548 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพื่อระดมทุนไปสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรภาคประชาสังคมนี้ขึ้น และเป็นที่มาของอัลบั้มเพลงชุดนี้

อัลบั้ม รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน Vol4. มหกรรมรวมน้ำใจครั้งยิ่งใหญ่ของศิลปินเพื่อชีวิต โดย เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, มูลนิธิมิตรภาพสู่ท้องถิ่น, มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะกรรมการเตรียมงาน 30 ปี 6 ตุลา.. ขอคารวะน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ เผยแพร่โดย บ้านศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

ฟ้าหลังฝน - จาตุรนต์ ฉายแสง อัลบั้มรวมพลคนอาสาธารรัก-ธารน้ำใจสู่ไทยอันดามันVol4





ธารรัก ธารน้ำใจ
หนึ่งที่ได้ คือเสียงเพลง เสียงกวีที่ให้เป็นกำลังใจแด่พี่น้องผู้ประสบภัย และอาสาสมัครที่ลงพื้นที่โดยมิได้นัดหมาย

อีกหนึ่งที่ได้ คือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวของศิลปะ ศิลปินทั่วประเทศ
ซึ่งในโอกาสต่อไปทุกท่านเหล่านี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของ การสร้างสรร
ต่อสู้ สู่ความงดงามของสังคม ร่วมกับพี่น้องเครือข่าย กลุ่มองคืกรต่างๆที่ทำงานเพื่อประชาชน และประเทศชาติ

และอีกหนึ่งที่ได้ - คือ การได้ทำหน้าที่ของตน โดยสมบูรณ์

// ความเป็นมา

เหตุการณ๋ ภัยพิบัติ "สินามึ" เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้กระตุ้นกระแสธารน้ำใจขนาดมหึมาของประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกให้หลั่งไหลมาโอบอุ้มผู้ประสบเคราะห์กรรมอย่างล้นหลาม อย่างไม่เคนปรากฏมาก่อน

ในขณะที่องค์กรภาครัฐในพื้นที่ อยู่ในสภาวะช็อคจากเหตุการณ์และตรึงเครียดอยู่กับการรอรับคำสั่งจากทางหน่วยเหนือนั้น ปรากฏว่ามีคลื่นอาสาสมัครและกลุ่มองค์กร ภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่ได้รวมตัว เชื่อมโยงการดำเนินงานและก่อตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเข้าไปช่วยเหลือชุมชนและประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแข็งขันเคียงคู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ได้เล็งเห็นช่องว่างและตระหนักในปัญหานี้ จึงได้ริเริ่มรวมตัวกันจัดงานมหกรรมดนตรี "รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน" ขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2548 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพื่อระดมทุนไปสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรภาคประชาสังคมนี้ขึ้น และเป็นที่มาของอัลบั้มเพลงชุดนี้

อัลบั้ม รวมพลคนอาสา ธารรัก ธารน้ำใจ สู่ไทยอันดามัน Vol4. มหกรรมรวมน้ำใจครั้งยิ่งใหญ่ของศิลปินเพื่อชีวิต โดย เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, มูลนิธิมิตรภาพสู่ท้องถิ่น, มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะกรรมการเตรียมงาน 30 ปี 6 ตุลา.. ขอคารวะน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ เผยแพร่โดย บ้านศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คุณโอ คุณเชิด โดย จัตุรันต์ คชสีห์

คุณโอ คุณเชิด   โดย จัตุรันต์ คชสีห์
(ว่าด้วยความทรงจำและการระลึก ถึง)

จัตุรันต์ คชสีห์ สหายสืบแสง -  11 พฤษภาคม 2552

สหาย กองทัพชุมพร เรียก คุณโอ
สหายกองทัพสุราษฎร์ธานีเรียก  คุณเชิด          

            5 ปีที่ร่วมงานในเขตป่าเขาชุมพร และ 5 ปีที่ร่วมงานทางการเมือง ในระบบรัฐสภาที่คุณสุวิทย์ เป็นผู้ช่วย ส.ส.ทำให้ผมและคุณสุวิทย์เข้าอกเข้าใจกันมาก ไม่คาดคิดเลยว่าคุณสุวิทย์จะด่วนจากไป ในขณะที่วัยกำลังอยู่ในระยะเวลาที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อภารกิจการงานของ คนยากคนจนที่บางส่วนลุล่วงไป บางส่วนกำลังดำเนินการ งานการเมืองในส่วนของประชาชนได้เริ่มมาระยะหนึ่ง และกำลังจะยกระดับขึ้นอีกขั้นหนึ่ง คุณสุวิทย์คือ กำลังหลัก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า คุณสุวิทย์ถูกศัตรูของประชาชนกำจัดให้พ้นเส้นทางอย่างแยบยลหรือไม่
            หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คุณสุวิทย์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ต้องหลบภัยทางการเมือง เขาสู่เขตป่าเขาเช่นเดียวกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจำนวนหนึ่ง ค่าย 508 เขตป่าเขา ช่องช้างจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือสถานที่แห่งแรกที่หล่อหลอมให้สุวิทย์ เป็นนักรบของประชาชน ด้วยร่างกายที่บึกบึนสูงใหญ่และแข็งแรง จึงได้รับมอบหมายให้สังกัดกองร้อยที่ค่าย 508 กองทัพปลดแอกของประชาชนแห่งประเทศไทย ภายใต้ารนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

            ชีวิตทหารซึ่งเป็นนักรบของประชาชน ได้หล่อหลอมให้คุณสุวิทย์เป็นนักรบที่ดี มีบทบาทสูงเด่น ผ่านการรบที่ดุเดือดและเหตุการณ์หลายสิบครั้ง รวมทั้งร่วมต้านการล้อมปราบปกป้องฐานที่มั่นช่องช้างปี 2520 ระยะหลัง การรบทุกครั้ง คุณสุวิทย์จะถูกมอบหมายให้สังกัดหน่วยตะลุมบอน ซึ่งอยู่ในแนวรบหน้าสุด เป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา  สหายร่วมรบ จะได้เห็นลักษณะสุขนิยมในงานฉลองชัยชนะจากการรบทุกครั้ง หรืองานฉลองในวาระสำคัญของค่ายหรือของพรรค คุณสุวิทย์จะแสดงลำตัด ซึ่งเป็นศิลปะของประชาชนไทยในภาคกลางทุกครั้งที่ถุกเรียกร้องจากสหาย
            ปี 2523 คุณสุวิทย์ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานทางยุทธศาสตร์ของพรรคที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเขตสู้รบใหม่สุดในสมรภูมิภาคใต้

            ค่ายใหม่ เขตงานใหม่ มวลชนยังไม่แน่นหนา จึงถูกมอบหมายให้สัมผัสมวลชนเป็นครั้งแรก ในหน่วยของสหายนิยม รับผิดชอบด้านตะวันออกเฉียงใต้ของค่ายเขาไผ่ เขตครองสง คลองโสด ตลอดถึงอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

            ปฏิบัติงานในหน่วยงานมวลชนอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อมีการจัดตั้งกองทหาร คุณสุวิทย์จะถุกเรียกตัวเข้าสังกัดำกองทหาร เป็นรอง ผอ.กองร้อย เป็นกำลังหลักในการฝึกทหารและการรบ ปฏิบัติการทางทหารและกองทัพ 10 ครั้ง คุณสุวิทย์เป็นหน่วยตะลุมบอน ซึ่งอยู่ในแนวรบหน้าสุดทุกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติงานที่สังกัดอยู่ที่ 508 สุราษฎร์ธานี ด้วยความกล้าหาญและสุขุมรอบคอบ ชีวิตทหารของคุณสุวิทย์ไม่เคยได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบเลย
            ปี 2525 คุณสุวิทย์ได้รับมอบหมายภารกิจใหม่อีกครั้งหนึ่ง ต้องไปร่วมปฏิบัติในหน่วยงานมวลชนกับสหายประยูร ที่ค่ายอำเภอสวี จังหวัดชุมพร งานมวลชนที่เขาค่าย เป็นเขตงานใหญ่กินพื้นที่ด้านตะวันตกของอำเภอสวี จังหวัดชุมพร เกือบทั้งหมด เป็นแหล่งเศรษฐกิจเนื่องจากเป็นพื้นที่กาแฟราคาสูง มีมวลชนหนาแน่น โดยเฉพาะพี่น้องที่ย้ายถิ่นฐานจากภาคอีสานไปทำกิน ในหน่วยงานจึงแบ่งสหายผู้ปฏิบัติงานออกเป็น 2 หน่วย คุณสุวิทย์เป็นหัวหน้ารับผิดชอบหนึ่งหน่วย  ได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคอีสาน ไม่ต้องทิ้งที่ทำกินอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการจัดการอย่างเด็ดขาดกับพวกอันธพาล ที่ประสงค์จะแย่งยึดส่วนกาแฟของพี่น้องชาวอีสาน ด้วยการปฏิบัติงานอย่าเที่ยงธรรมและเด็ดขาด ทำให้คุณสุวิทย์เป็นที่เคารพรักของมวลชนในเขตเขาค่ายอย่างมาก แม้ต้องออกจากป่าเขา เข้าทำงานให้กับคนยากจนในเมือง คุณสุวิทย์และมวลชนที่เขาค่ายก็ยังติดต่อไปมาหาสู่กันเป็นประจำ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

            บริเวณเนิน 491 อำเภอท่าแซะ ซึ่งเป็นเขตงานสูงสุดของกองทัพชุมพร พี่น้องอีสานชุดแรกที่เข้าทำกิน จนปัจจุบันนี้เป็นแหล่งประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนที่หนาแน่นและกว้างขวาง มีพี่น้องอีสานทุกจังหวัดอยู่ที่นั่น ส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสแนะนำผลักดัน และอำนวยความสะดวกจากเขตงานเขาค่าย ซึ่งคุณสุวิทย์เป็นกำลังสำคัญ

            ปี 2528  ปลายปี จากสภาพที่การต่อสู้ด้วยอาวุธอ่อนตัวลงอย่างมาก เขตงานอื่นๆทั่วประเทศได้สลายตัวไปเกือบหมดแล้ว คุณสุวิทย์ได้อำลาเขตป่าเขาเข้าเมือง  แต่ยังไม่ยอมมอบตัว จนกระทั่งปี 2529 ตัวผม (จัตุรนต์ คชสีห์ สหายสืบแสง) ซึ่งออกจากเขตป่าเขาก่อนล่วงหน้าประมาณ 8 เดือน โดยไม่ยอมมอบตัวได้สมัครผู้แทนราษฎร จนได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร คุณสุวิทย์จึงเข้าปฏิบัติการเมืองในระบบรัฐสภา เป็นผู้ช่วย ส.ส. ตลอด 2สมัย เป็นเลขา 5 ปี สมัยหลังปฏิบัติหน้าที่ที่มูลนิธิดวงประทีป  ควบคู่ไปด้วย

            การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ช่วย ส.ส.เป็นกำลังหลักทั้งงานในส่วนของรัฐสภา และงานในพื้นที่เขตเลือกตั้ง ได้วางหลักเกณฑ์หลายประการ ที่จะให้การเมืองพ้นจากสภาพน้ำเน่า  ได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งมากมาย และได้ร่วมเป็นคณะของเจ้าหน้าที่ประเทศไทยในการประชุมองค์การกาแฟโลก (I.C.O) เพื่อศึกษาและยกระดับกาแฟของประเทศไทย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สมัยที่คุณประจวบ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แม้การปฏิบัติงานในช่วงนี้ไม่สามารถจะวางรากฐานที่ยั่งยืนได้ แต่ก้ได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะทำการเมืองของประเทศเราให้พัฒนาดียิ่ง ขึ้น

            ความผูกพันระหว่างตัวผมและคุณสุวิทย์ วัดหนู เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ มิตรร่วมรบ และผลักดันการงานด้วยกันมาตลอด เป็นเวลานาน เมื่อคุณสุวิทย์ต้องจากไปอย่างกระทันหัน โดยไม่มีโอกาสร่วมงานกันอีก เป็นภาวะที่หดหู่และหวนระลึกถึงเสมอมา โดยเฉพาะคิดถึงการงานที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จะมีผู้สืบทอดให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร? เป้นภาระที่ต้องฝากไปยังผู้ร่วมอุดมการณ์ ทุกๆท่าน ได้ช่วยตอบคำถามนี้ด้วย


ที่ มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะจัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่ง ชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บทเรียนการต่อสู้ของสามัญชน โดย บารมี ชัยรัตน์

บทเรียนการต่อสู้ของสามัญชน โดย บารมี ชัยรัตน์
(ว่าด้วยความทรงจำและการ ระลึกถึง)

บารมี ชัยรัตน์

            ก่อนหน้าเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 ผมยังไม่ได้รู้จักมักคุ้นกัยพี่สุวิทย์แต่อย่างใด แม้ในช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภา ผมก็รู้จักพี่สุวิทย์แค่ชื่อเสียงและหน้าตาเท่านั้น ไม่เคยมีโอกาสได้พุดคุยกันอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งประมาณเดือนตุลา 2535 นั่นแหละ ผมถึงจะได้มีโอกาสพุดคุยใกล้ชิดกับพี่สุวิทย์มากขึ้น เรื่องของเรื่องคือ พวกเราคิดจะทำสมัชชาคนจนกันขึ้นมา ก็เลยมีการนัดหมายมาคุยกัน โดยพี่บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์  เป็นคนประสานงานนัดหมายให้พี่สุวิทย์ พี่โย (บำรุง คะโยธา) พี่มด (วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) พี่ปุ้ม (วัชรี เผ่าเหลืองทอง) น้อย (ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี) และผม มาคุยกันที่ร้านสกายไฮหลังงานรำลึก 14 ตุลา โดยมีเพื่อนฟิลิปปินส์ชื่อ จิมมี่ และพี่ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ นักจัดรายการวิทยุชื่อไม่ค่อยดังสักเท่าไร มาร่วมแจมด้วย
            ตอนนั้น พี่สุวิทย์ ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตั้งสมัชชาคนจนสักเท่าไร แกอ้างว่า มันก็เหมือนกับจัดงานมหกรรมประชาชนสู่ศตวรรษที่ 21 (พีพี21) ที่จัดงานกันใหญ่โต แต่สุดท้ายไม่ได้อะไร แม้ตอนหลังมีการนัดหมายพูดคุยเรื่องนี้กันอีก อย่างเป็นทางการที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) พี่สุวิทย์ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี ที่ผมต้องเล่าเรื่องราวตรงนี้ให้ชัดเจนก็เพราะว่า ประเด็นที่พี่สุวิทย์ไม่เห็นด้วยนั้นถือว่า เป็นประเด็นสำคัญคือ แกเห็นว่า พวกเราชอบจัดงานใหญ่ๆกัน แล้วเอาชาวบ้านมาบ่นพร่ำ บรรยายความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อนทั้งหลาย สุดท้ายก็จบลงด้วยการจัดริ้วขบวนเล็กน้อยให้พองามตา แล้วอาจจะมีการยื่นหนังสือหรือทำประกาศเจตนารมณ์แล้วก้แยกย้ายกันกลับบ้านไป ชาวบ้านก็ต้องกลับไปผจญชะตากรรมในพื้นที่เอาเอง ส่วนนักพัฒนาทั้งหลายก้ได้หน้าได้ตาได้ทำโครงการกันไป

            ผมว่า มันเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพวกเราที่ริเริ่มผลักดันงานนี้ขึ้นมาว่า เราจะผลักดันสมัชชาคนจนให้เป็นองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือด ร้อนของชาวบ้านได้จริง หรือเป็นแค่การจัดงานมหกรรมแค่ครั้งเดียวแล้วก็เลิกรากันไป ผมขออนุญาตเล่าเท้าความถึงความเป็นมาของสมัชชาคนจนสักเล็กน้อย เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับพี่สุวิทย์

            ประมาณปี 2537 สมัยนั้นผมทำงานอยู่ที่อาศรมวงศ์สนิท และช่วยงานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) อยู่บ้าง เมื่อมีเวลาว่างหรือเมื่อเข้ามากรุงเทพก็จะมาหาเพื่อนๆ ที่โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YT) จนกระทั่งมีการปรับเปลี่ยนองค์กรจาก YT ส่วนหนึ่งมาเป็นกลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ซึ่งกลุ่มนี้ก็ตั้งมาจากอาศรมวงศ์สนิทเหมือนกัน และกลุ่มเพื่อนประชาชนก็เป็นองค์กรที่สนับสนุนการดำเนินการของ สกย.อ.อยู่ด้วย ผมได้เจอพรรคพวกหลายคนที่นี่ และหนึ่งในจำนวนนั้นคือ พี่สายน้ำ ตรัสกมล คุยกันไปคุยกันมา แกก็เกิดไอเดียว่า เราน่าจะจัดให้พวกคนจนทั้งหลายมานั่งคุยกันนะ เป็นชาวนาสักกลุ่มหนึ่ง สลัมสักกลุ่มหนึ่ง คนงานสักกลุ่มหนึ่ง และถ้าจะให้ดีควรจะมีนักศึกษาอยู่ด้วย เพื่อจะได้รับรู้เรื่องราวปัญหาของคนจนทั้งหลาย และจะได้เป็นผู้สนับสนุนการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องคนจนต่อไปด้วย

            ช่วงนั้น อาศรมวงศ์สนิทมีโครงการอยู่โครงการหนึ่ง ชื่อ โครงการวิสาสะเพื่อสมานไมตรี ผมเลยรับอาสาพี่สายน้ำมาดูว่า จะทำอะไรได้บ้าง เมื่อนำเรื่องมาปรึกษากับพี่ประชา หุตานุวัตร ผู้อำนวยการอาศรมวงศ์สนิท แกแนะนำว่า ควรจะจัดเฉพาะกลุ่มไปก่อนแล้วค่อยจัดรวมกันอีกที ตกลงใช้ชื่อว่า "เสวนาคนจน" เราจัดงานไปได้ 3 ครั้ง ขาดแต่กลุ่มนักศึกษา ยังไม่ได้จัด เพราะติดสอบด้วยและช่วงนั้นพวกเราก็ไปยุ่งๆอยู่กับการคัดค้านการทดลอง นิวเคลียร์ของประเทศฝรั่งเศสอยู่ด้วย

            และช่วงนั้นเอง น้อยกับพี่ปุ้มก็นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหลายๆคน มีพี่บุญแทนที่เสนอว่าจะทำไปทำไม "เสวนาคนจน" ถ้าจะทำก็ทำ "สมัชชาคนจน" ไปเลยแล้วเชิญคนจนจากหลายประเทศมาเล่าประสบการณ์การเคลื่อนไหวให้ฟังด้วย เป็นอันว่าเห็นพ้องต้องกัน แล้วพี่บุญแทนก็รับไปประสานงานให้เกิดเวทีขึ้น นี่เป็นในส่วนของภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ในขณะที่ในภาคส่วนของชาวบ้าน พี่น้อง สกย.อ.เองก้ประสบปัญหาจากการดื้อยาของหน่วยราชการ เดินขบวนครั้งแล้วครั้งเล่า การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน พี่น้องที่เดือดร้อนจากเขื่อนปากมูล เขื่อนสิรินธร ก็ถุกจับครั้งแล้วครังเล่า พี่น้องที่คัดค้านโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนราษีไศล ก็สู้อยู่อย่างค่อนข้างจะโดดเดี่ยว ยังไม่นับพี่น้องในสมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน พี่น้องที่คัดค้านโครงการเจนโก้ที่ระยอง พี่น้องที่เดือดร้อนจากศูนย์ราชการโพธิ์เขียว สุพรรณบุรี พี่น้องในสลัม พี่น้องในสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบ การ และพี่น้องกลุ่มเล้กกลุ่มน้อยอีกมากมาย ต่างคนต่างสู้และยังมองไม่เห็นชัยชนะ และทุกคนเห็นว่าถ้าร่วมมือกันสร้างสมัชชาคนจนก็จะเป็นความหวัง เป็นพลังในการต่อสู้ของคนจนได้

            แม้ว่าพี่สุวิทย์จะไม่เห็นด้วยกับการเสวนา หรือสมัชชาคนจนก็ตาม แต่ในแง่ของการเคลื่อนไหวแล้ว พี่สุวิทย์เห็นด้วยเต็มที่ ดังนั้นเมื่อมีการชุมนุมใหญ่ของสมัชชาคนจนเกิดขึ้นจริงๆ พี่สุวิทย์ก็ยืนหยัดอยูเคียงคู่กับพี่น้องมาโดยตลอด ถือเป็นกำลังหลักที่สำคัญคนหนึ่งของสมัชชาคนจน ในฐานะที่ปรึกษาของสมัชชาคนจน ทำหน้าที่ในการประสานงานกับตัวแทนของรัฐบาล

            ความโดดเด่นของพี่สุวิทย์ในบทบาทหน้าที่นี้ คือ ศิลปะในการเจรจาที่มีลูกล่อลูกชน ใช้ไม้อ่อนไม้แข็ง ตามจังหวะและโอกาส ช่วยให้สมัชชาคนจนไม่ต้องเพลี่ยงพล้ำต่อกลเกมของฝ่ายรัฐได้ แต่ก้ไม่ใช่ไม่เสียมวยเลยนะครับ ที่เสียมวยก็มีครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฟอร์มกำลังดี สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ขึ้นมารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ได้มีการนัดหมายประชุมกับสมัชชาคนจน ปรากฏว่าในวันประชุมมีพี่น้องจากสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ ท่านบรรจง นะแส ขอเข้าร่วมแจมด้วย เพราะพี่น้องชมรมประมงที่สงขลากำลังเดือดร้อนจากเรือปั่นไฟปลากะตัก ก็เป็นธรรมดาครับที่เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เดือดร้อนต้องช่วยเหลือกัน แต่การประชุมในวันนั้นท่านนายกฯชวน ท่านก็ทำเสมือนกับว่ามารับฟังปัญหาเฉยๆ ไม่ได้สนใจจะหารือต่อว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร หลังจากซุบซิบหารือกันแล้วพี่สุวิทย์เลยตัดสินใจเสนอปิดการประชุมแบบ walkout
อะไรประมาณนั้น เล่นเอานายกฯชวน อึ้งไปสักพักหนึ่งเลยเหมือนกัน

            และขณะที่พวกเรากำลังเดินออกจากที่ประชุม ปรากฏว่าท่านบรรจง นะแส เกิดโวยวายขึ้นมาว่าเรื่องของสมาพันธ์ประมงยังไม่ได้พูดถึงเลย นายกฯชวน เลยฉวยโอกาสนี้จัดการตีกินทันที โดยการเรียกมาปรึกษาหารือและโทรศัพท์สั่งให้ดำเนินการ จนอ้างได้ว่าได้แก้ไขปัญหาให้คนจนอยู่ไม่ได้ละเลยแต่อย่างใด เรื่องนี้พี่สุวิทย์เห็นว่าเสียฟอร์มมากและกระแนะกระแหนพี่บรรจงอยู่หลายปี ดีดักเลยทีเดียว ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับพี่สุวิทย์และหาโอกาสกระแนะกระแหนพี่บรรจงอยู่เป็นระยะ เหมือนกัน

            พี่สุวิทย์เป็นคนที่มีลักษณะความเป็นผู้นำสูง พูดเสียงดังฟังชัด มีจังหวะจะโคนและลูกเล่นลีลาดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้เป็นอย่างดี แม้ในด้านเนื้อหาก็ถือว่าพี่สุวิทย์เป็นคนทำการบ้านคนหนึ่ง เตรียมตัวมาดี ไม่เหมือนหลายๆคนที่ไม่ค่อยได้เตรียมตัวอะไรขึ้นมาพูดแล้วก็ออกอ่าวออกทะเล ไปเรื่อย

            แม้จะเรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ แต่พี่สุวิทย์ก็มีคุณลักษณะที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น เนื่องจากพี่สุวิทย์ยังคงเป็นคนแบบนักเลงบ้านนอก รักเพื่อนรักฝูง ปกป้องเพื่อนฝูงและน้องนุ่งที่ใกล้ชิดแบบไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลกันเลยที เดียว เช่น คราวหนึ่งพวกเราหลายคนมีเรื่องขัดใจกับพี่จำนงค์ พี่หน่อย และมีการหยิบยกเอามาพูดในวงประชุม พี่สุวิทย์ตัดบททีเดียว ฟันธงแบบไม่ต้องพุดต่อกันเลยทีเดียวครับ"หน่อยไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอก ผมรู้จักดี เป็นรุ่นน้องผมที่บางแสน" เห็นไหมครับไม่มีเหตุไม่มีผลอะไรเลย นอกจากความเป็นน้องที่บางแสน วิสัยนักเลงบ้านนอก นอกจากจะปกป้องแล้วยังต้องดูแลน้องๆ อีกคราวหนึ่ง พี่สุวิทย์ อาจารย์อรรถจักร และผมได้รับเชิญไปคุยที่จุฬาฯ พอคุยเสร็จ พี่สุวิทย์ชวนผมพากันขับรถไปส่งอาจารย์อรรถจักรที่สนามบิน กินเบียร์กันไปหลายขวดกว่าเครื่องบินจะออก พอถึงคราวเก็บเงินอาจารย์อรรถจักรทำท่าจะจ่าย แต่พี่สุวิทย์ข่มทันที "คุณไม่ต้อง อรรถจักร คุณรุ่นน้องผม" อาจารย์อรรถจักรรีบเก็บเงินทันที ส่วนผมไม่ควักอยู่แล้วเพราะยอมรับว่าตัวเองเป็นรุ่นน้องของทั้งสองท่าน

            และอีกเรื่องหนึ่งคือการเคารพผู้อาวุโส แทบไม่น่าเชื่อว่าคนแบบพี่สุวิทย์ที่อาจจะเรียกได้ว่าไม่ยอมศิโรราบให้ใคร แต่เมื่อเจอผู้อาวุโสหลายคนพี่สุวิทย์จะอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์บัณฑร อ่อนดำ อาจารย์สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ พี่บำรุง บุญปัญญา หรือคนอื่นๆก็ตาม พี่สุวิทย์มักเป็นแม่งานจัดงานแซยิด งานรดน้ำดำหัว หรืองานพิธีต่างๆ ให้กับผุ้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้เสมอๆ และเมื่อผู้ใหญ่ไหว้วานอะไร พี่สุวิทย์ก็ยินดีทำให้โดยไม่ขัดข้อง แม้บางเรื่องจะไม่ค่อยเข้าท่าแต่เมื่อถูกขอร้อง พี่สุวิทย์ก็ยังทำให้ เช่น คราวหนึ่งในช่วงที่พี่สุวิทย์ได้รับทุนไปอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ต้องกลับมาเมืองไทยเพื่อทำอะไรสักอย่างก็จำไม่ได้ พี่สุวิทย์กลับมาได้ไม่กี่วันก็โทรมาหาผมชวนไปพบพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ทำเนียบ ผมน่ะพอรู้เรื่องก็ไม่อยากไปหรอกครับ แต่เกรงใจพี่สุวิทย์เลยต้องไป

            เรื่องของเรื่องคือ พี่สุวิทย์บอกว่า พี่เขียว (คุณสมสุข) ที่อยู่ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) ซึ่งผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ได้ขอให้พี่สุวิทย์ช่วยคุยกับพลเอกชวลิต ในฐานะประธาน ศตจ. (ศูนยอำนวยการต่อสูเพื่อเอาชนะความยากจน) ให้ ว่างบประมาณที่ได้มาทำบ้านมั่นคงไม่พอ ขอให้ ศตจ.ช่วยอนุมัติงบเพิ่มให้อีกประมาณ พันสองร้อยล้านหรือยังไงนี่แหละ ไปพูดขอเงินพันสองร้อยล้านแบบไม่มีเอกสารอะไรติดมือไปเลย เพราะคนจาก พอช.ที่ว่าจะไปด้วย เห็นว่าชื่อด้วงหรืออะไรประมาณนั้นก้ไม่ไปซะอีก โครงการเป็นยังไงดีหรือไม่ดีก้ไม่รู้ แต่พี่สุวิทย์บอกว่า รับปากพี่เขียวแล้ว ยังไงก็ต้องไป วันนั้นก็สรุปว่า พลเอกชวลิตบอกว่าจะช่วยดูให้ว่ามีงบพอช่วยสนับสนุนหรือไม่อย่างไร แต่หลังจากวันนั้นไม่นาน ไม่ทราบว่าทำไมความสัมพันธ์ของพี่สุวิทยืกับพี่สมสุขจึงเปลี่ยนไป ได้ข่าวว่ามีจดหมายเขียนถึงพี่สุวิทย์ ประมาณว่า ไม่เหยียบเงา ไม่เผาผีกันเลยทีเดียว และไม่ว่างานบวช งานแต่ง งานตาย ถ้าเป็นของพรรคพวกแล้ว สำหรับพี่สุวิทย์ต้องหาทางไปจนได้ เรียกว่าแทบจะไม่เคยขาดสักงานเดียว

            อีกเรื่องหนึ่งที่พี่สุวิทย์มาดมั่นจะทำให้ได้คือ เรื่องการตั้งพรรคการเมือง เรื่องนี้ถกเถียงกันหลายรอบ หารือกันหลายปี ขัดแย้งกันมากมายจนค่อนข้างจะลงตัวอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีใครคัดค้านการตั้งพรรค แต่ต้องไม่เอาขบวนไปผูกพันกับพรรค ซึ่งพี่สุวิทย์ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่น พี่สุวิทย์เลยเดินหน้าตั้งพรรคอย่างจริงจัง ด้วยการขอลาออกจากที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน แม้กระทั่งการชุมนุมของพี่น้องในการผลักดัน พรบ.ป่าชุมชน พี่สุวิทย์ไปเยี่ยมแต่ไม่ยอมขึ้นเวทีเพราะเห็นว่า ตัวเองทำพรรคการเมืองแล้วกลัวขบวนจะเสียหาย เสียดายที่มีเหตุการณ์ขับไล่ทักษิณแทรกเข้ามาก่อนพรรคการเมืองของพี่สุวิทย์ เลยไปไม่ถึงไหน ไม่รู้ว่าใครจะสานงานต่อหรือเปล่า

            ช่วงหลังแม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง ในเรื่องของการชุมนุมขับไล่ทักษิณ ที่ผมไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งผมยังยืนยันเหมือนกับที่พี่สุวิทย์พูดในตอนแรกๆ คือ เราจะตั้งเวทีของเราเอง แต่เมื่อหลายคนอ้างว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปจำเป็นต้องไปเข้าร่วมกับเวทีของ สนธิ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ไม่ได้สนใจเข้าไปร่วมงานเท่าไรนัก จนกระทั่งมีการชุมนุมยืดเยื้อที่สนามหลวงผมก้โทรไปหาพี่สุวิทย์วันหนึ่ง สุ้มเสียงที่แกรับโทรศัพท์ผมนั้นเหมือนกับดีใจมากที่ผมมา พี่สุวิทย์เรียกผมไปหลังเวที จัแจงหาบัตรเข้าหลังเวทีให้อย่างดี และพยายามมอบหมายงานให้ผมทำ เช่น เมื่อมีคนมาบริจาคเงินก็ให้ผมออกไปรับไว้ก่อน หรือ ให้ประสานงานกับทางต่างจังหวัด และช่วยงานเรื่องดูแลกำกับเวทีเป็นต้น ผมก็ทำด้วยความเกรงใจอยู่สักสองวันแล้วก็หนีหน้าไป พอภายหลังเมื่อพันธมิตรประกาศอะไรสักอย่างที่ผมไม่เห็นด้วย ผมเลยไม่ไปเลย ได้ข่าวว่าวันนั้นพี่สุวิทย์ก้หิ้วกระเป๋ากลับบ้านเลยเหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างกัน ส่วนความสัมพันธ์ของเรายังดีอยู่ ผมยังพูดคุยดื่มกินกับพี่สุวิทย์อยู่เป็นระยะๆ และถกเถียงแลกเปลี่ยนสถานการณ์บ้านเมืองกันพอหอมปากหอมคอ

            ที่เขียนเล่ามานี่คงเป็นภาพรวมๆ แบบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ส่วนเรื่องราวใหญ่ๆโตๆ หลายคนคงเขียนถึงไปหมดแล้ว  ผมเลยขอเขียนเรื่องเล็กๆน้อยๆ ตามอัตภาพของตัวเองไปก็แล้วกัน สิ่งที่ผมยังไม่ได้พูดถึง คือ ความเป็นเพื่อนมิตรส่วนตัวที่พี่สุวิทย์มีให้ต่อผมและครอบครัว ตอนมาช่วยงานสมัชชาคนจนใหม่ๆ ก็ไม่มีเงินเดือน พี่สุวิทย์นี่แหละเป็นคนพูดให้สมัชชาคนจนจ่ายเงินเดือนให้ผม และต่อมาพี่สุวิทย์อีกนั่นแหละที่เป็นคนพูดในที่ประชุมให้สมัชชาคนจนขึ้น เงินเดือนให้ผม แถมบางครั้งบางคราวที่ผมติดขัดเรื่องเงินทอง พี่สุวิทย์ก็เป็นที่พึ่งพาได้เสมอ แบบว่าถ้าเอ่ยปากขอยืมและพี่สุวิทย์มีเงินจะรีบควักให้ทันที และไม่เคยทวงถามว่าจะคืนให้เมื่อไรอย่างไร แถมเวลาเอาเงินไปคืนก็ยังเลี้ยงเหล้าอีก ทำเหมือนแกเป็นหนี้เรามากกว่าเราเป็นหนี้แก แต่เวลาแกยืมเงินเราพอแกคืนแกก็เลี้ยงเหล้าเราอีกเหมือนกัน สรุปว่าได้กินทั้งขึ้นทั้งล่อง

            และเรื่องราวที่ประทับใจผมและครอบครัวสุดๆ แบบลืมไม่ลงเลย คือ เมื่อช่วงสงกรานต์หลายปีก่อน ผมและครอบครัวขับรถไปเที่ยวกัน แบบไม่ได้เตรียมตัวว่าจะไปพักที่ไหน พอนึกขึ้นได้ว่าพี่สุวิทย์เป็นคนบางเสร่ อาจจะกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ก็เลยลองโทรถามดูสอบถามว่าแกอยู่ที่ไหน  ตอนนั้นพี่สุวิทย์อยู่ที่บ้านแถวเขตสะพานสูง ส่วนพี่วรรณกลับบ้านที่ขอนแก่น พอแกรู้ว่าผมจะไปเที่ยวบางเสร่ แกบอกว่าเดี๋ยวเจอกัน แบบว่า แกรีบขับรถมาทันทีไปถึงบางเสร่ก่อนผมซะอีก แล้วไปจัดแจงจองที่พักให้ผมอย่างเรียบร้อย พร้อมกับออกตัวว่าที่พักที่ดีๆติดทะเลนั้นเต็มหมดแล้ว เพราะผมไม่ได้บอกแกก่อนแกเลยไมได้จองไว้ล่วงหน้า นอกจากจองแล้วแกยังจ่ายค่าที่พัก จัดการค่าอาหารให้ทุกอย่างจนผมเกรงใจว่าจะพักสักสองคืนเลยต้องรีบกลับก่อน คิดดูเถอะครับขนาดผมเดินไปจ่ายเงินค่าห้องพัก เจ้าของรีสอร์ทไม่ยอมรับเงินเลย บอกว่าเดี๋ยวพี่สุวิทย์มาจัดการเอง ตอนกลับพี่สุวิทย์ยังมาขอโทษขอโพยอีกว่าต้อนรับได้ไม่เต็มที่เพราะผมไม่ได้ บอกก่อน เล่นเอาผมพูดไม่ออกเลย

            ตอนที่ได้ข่าวว่าพี่สุวิทย์เสีย พอผมบอกแฟน สิ่งแรกที่แฟนผมพูดถึงพี่สุวิทย์คือเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ครอบครัวเราจดจำไม่รู้ลืมจริงๆ

            วันนี้แม้พี่สุวิทย์จะจากพวกเราไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในใจของผม คงไม่ใช่เพียงเรื่องราวไร้สาระที่ผมเขียนบอกเล่าออกมา นั่นมันเป็นเพียงความรู้สึกแบบปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นจากท้องน้ำ ขึ้นมาเท่านั้น ลึกลงไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่พี่สุวิทย์ทิ้งไว้ให้ผมคือ บทเรียนการต่อสู้ของสามัญชนเพื่อปกป้องมวลชนที่ถูกกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ จุดยืนที่อยู่เคียงข้างคนจน และความใฝ่ฝันถึงดินแดนสังคมนิยมอันแสนงดงาม

            In solidarity

ที่มา สุวิทย์ วัดหนู นักรบประชา เคียงข้างคนจน
คณะ จัดทำหนังสืออนุสรณ์แห่งชีวิต สุวิทย์ วัดหนู
วันที่ 20 ธันวาคม 2495 - วันที่ 11 มีนาคม 2550

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน