วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าที่ไม่เครียดจาก วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล......โฮปแฟมิลี่

..... ผลงานเขียนจากน้องศร วงโฮปแฟมิลี่ ที่เขียนเมื่อปี 25 ก.พ.2005 กับมุมมองความรัก และชีวิตที่น่าคิด นำมาเติมคุณค่ากับชีวิตให้อ่านกันอีกครั้ง....


-+++++++++++++++++++++++++++++++++++
เรื่องเล่าที่ไม่เครียดจาก  วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล......โฮปแฟมิลี่

        ฉันนั่งพิจารณาตัวเองอยู่นานมาก หลังจากที่ตัวเองไม่ได้เขียนบทความส่งทาง Webmaster มาหลายเดือน ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขียนเรื่องอะไรดี พ่อบอกว่าลองเขียนเรื่องสึนามิซิ ฉันจะไปรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของเค้าเท่ากับคนที่ลงไปพื้นที่มาแล้วได้ไง ฉันอาจเข้าใจลึกซึ้งไม่พอที่จะบรรยายเป็นเรื่องราวให้ คนอื่นอ่านได้

         นึกไปนึกมาก็คิดขึ้นได้ว่าจะเขียนเรื่องใกล้ตัวนี่แหละ

        เมื่อหลายวันก่อนมีนิตยสารฉบับหนึ่งมาขอสัมภาษณ์ครอบครัวเราเรื่อง การเลี้ยงลูก ฉันไม่ค่อยมั่นใจนักว่าคนที่มาสัมภาษณ์เขาต้องการข้อมูลประเภทไหน พอเริ่มสัมภาษณ์ข้อแรกก็ ฮาแตก เขาถามว่า พี่สุเทพกับพี่แดง รักกันได้ยังไง?! ทำไมถึงขำน่ะหรอ ก็เพราะว่าพ่อกับแม่ตอบคำถามนี้มาเป็น 100 รอบแล้ว อิอิ พ่อกับแม่ก็เล่าไปตามความจริงในอดีตถึงปัจจุบัน มีอยู่คำถามนึงน่าสนใจคือ "เลี้ยงลูกอย่างไรถึงได้แบบนี้" ฉันคิดในใจว่าเขาชมหรือด่านะ ฮาๆๆ พ่อตอบด้วยความมั่นใจว่า "ผมเลี้ยงลูกด้วยการให้ความรัก เวลา และความเข้าใจ"

         ฉันว่าพ่อแม่ทุกคนก็คงจะตอบเหมือนๆ กัน แต่ ทว่า จะมีพ่อแม่ซักกี่คนที่คอยรับส่งลูกตั้งแต่อนุบาลยันจบมหาวิทยาลัย โดยที่พ่อกับแม่มีหน้าที่รับฟังลูกว่าวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร เรียนรู้เรื่องไหม สนุกกับเพื่อนรึปล่าว พ่อกับแม่เป็นผู้ฟังและที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด เกือบ 20 ปี เพราะตอนนี้ฉันอายุ 18 ปีแล้ว

          นักข่าวถามต่อว่า พ่อกับแม่ให้ความสนใจเรื่องโรงเรียนที่ลูกเรียนไหม ต้องเป็น โรงเรียน Inter หรือ โรงเรียนวัดได้ไหม พ่อหันมาหาฉันเหมือนอยากจะให้ฉันเป็นคนตอบคำถามนี้ ฉันเลยตอบว่า "เราจะไม่มีทางรู้ว่า ลูกเรียนโรงเรียนที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ก็ต่อเมื่อลูกได้เข้าไปเรียน ไปอยู่ไปคลุกคลีแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง" พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ให้ลูกไปนั้น ดีและเหมาะสมหรือยัง ถ้าไม่ได้ฟังจากสิ่งที่ลูกเล่า เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านออกมาจากปากเด็กตัวน้อยๆ นี่แหละ คือกุญแจสำคัญให้พ่อแม่รู้ว่าพัฒนาการของลูกเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่สรรหาให้ไปนั้น เหมาะสมดีแล้วหรือยัง ตั้งแต่เล็กจนโตฉันไม่เคยรู้เลยว่า การโดนพ่อแม่ตี เป็นอย่างไร (ฉันโชคดีจัง) เพราะพ่อกับแม่มักจะมีเหตุผล และมักจะฟังเหตุผลของลูกเสมอ

          ฉัน 18 ปีแล้ว แต่ก็ยังเหมือน 8 ขวบในสายตาพ่อกับแม่อยู่ดี แต่ในเวลาที่มีปัญหาหรือพ่อแม่ต้องการความช่วยเหลือฉันก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ ขึ้น เพราะบ้านของเราทุกคนไม่มีความลับ เพราะความลับทำให้เกิดปัญหา พ่อกับแม่เปิดเผยในทุกๆ ปัญหาของผู้ใหญ่ แล้วทำไมฉันจึงต้องปกปิดเรื่องที่พ่อแม่มีสิทธิ์จะรู้ นักข่าวถามว่า ฉันกับพี่โซ่มีแฟนรึยัง........??? ฉันตอบอย่างสุภาพว่า ฉันไม่เคยขาดความรักและไม่เคยเรียกร้องมันจนเกินงามเพราะฉะนั้น ถ้าหากคำว่าแฟน มีความหมายเดียวกันกับ คนที่เรารักละก็ ฉันมีแฟนแล้วล่ะ แต่ถ้า แฟนคือ คนที่ต้องปกปิดพ่อแม่ไว้ แล้วต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ละก็ ฉันไม่มี!! (ดีกว่า)




         ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีวัยรุ่นหรือคนที่อายุเท่าๆ กับฉันอ่านบทความนี้ แล้วคิดที่จะหันหน้าเข้าหาพ่อกับแม่บ้าง ฉันเข้าใจว่าแต่ละครอบครัวเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน บ้างขาดพ่อ บ้างขาดแม่ บ้างขาดทั้งพ่อทั้งแม่ แต่สำหรับคนที่ไม่กล้าหรือไม่เคย หรือคิดว่า พ่อแม่ไม่มีวันเข้าใจหรือรับความเป็นเด็กวันรุ่นอย่างเราๆ ได้ ฉันอยากให้เธอคิดใหม่เถอะ อย่าลืมซิว่าพ่อแม่ก็เคยเป็นเด็กเหมือนเรานี่แหละ อย่างน้อยๆ เธอก็ได้ลองทำดูแล้วนิ จริงมั้ย?

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านบทความนี้ค่ะ พ่อกับแม่ฝากมาบอกว่า การสั่งห้ามโน้นห้ามนี่ มันเหมือนสิ่งเย้าให้ลองทำ ลองเห็น เหตุผลของลูกสำคัญเท่ากับเหตุผลของท่าน เปิดใจฟังลูก ถึงแม้เหตุผลนั้นมันจะงี่เง่ามากก็ตาม 555 แต่อย่างน้อยๆ เลือดเนื้อของลูกก็คือเลือดเนื้อของเรา ใส่ใจความสุขและตัวตนที่แท้จริงของลูกให้มากกว่า เกรดเฉลี่ยบนสมุดพก......!! นะคะ


ที่มา http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=27

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ศิลปินประชาชน

เรื่องที่น่าสนใจของกลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน

ความเห็นต่อ กลุ่มศิลปะ ดนตรี กวีประชาชน